ปั้น EEC สู่พื้นที่ “ทำเลทอง” การลงทุนระดับโลก

เศรษฐกิจ, 17 กรกฎาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • วันที่ 5 เมษายน 2560 ถือเป็นก้าวแรกที่รัฐบาลได้เริ่มเดินหน้าพัฒนาโครงการ Eastern Economic Corridor ( EEC ) ให้เป็นพื้นที่ “ทำเลทอง” การลงทุนระดับโลก โดยการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางถนนเชื่อมต่อการเดินทางขนส่งทั่วทั้งประเทศ ทางรางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทางน้ำเชื่อม 2 ท่าเรือ และทางอากาศ คือ การยกระดับสนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นทั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน และเป็นสนามบินเชื่อมต่อออกไปยังต่างประเทศ
  • นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกหลายมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ ทั้งด้านกฎหมายการลงทุน ด้านภาษี เพื่อจูงใจให้บริษัทใหญ่ระดับโลกหันมาใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ผลิตและกระจายสินค้าไปสู่อาเซียน และไปสู่ระดับโลกโดยไม่มีข้อจำกัด

EEC ย่อมาจาก Eastern Economic Corridor หรือที่รู้จักกันว่าเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เกิดขึ้นในรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ ไทยแลนด์ 4.0 โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งจะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 3 จังหวัดคือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากโครงการ Eastern Seaboard ที่เกิดขึ้นในสมัยพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี อันสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี

การกำหนดโซนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมของอนาคต

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้เห็นชอบให้มีการแบ่งการกำหนดโซน EEC ออกเป็น 5 พื้นที่

  1. โซนการบินภาคตะวันออก สนามบินอู่ตะเภา และศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการบินอาเซียน
  2. โซนส่งเสริมนวัตกรรม EECi ใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่
    1. เกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ
    2. เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
    3. แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและขนส่งสมัยใหม่
    4. ระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
    5. เทคโนโลยีการบินและอวกาศ
    6. เครื่องมือทางการแพทย์
  3. โซนส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล ( EECd )
    1. ผลิต-ให้บริการด้านดิจิทัล  ฮาร์ดแวร์และชิ้นส่วน
    2. ผลิตอุปกรณ์สื่อสาร/ให้บริการ ครอบคลุมทั้ง โทรคมนาคม แพร่ภาพกระจายเสียง และดาวเทียม
    3. เทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ เช่น Big Data Analytic
    4. พัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลรูปแบบใหม่
  4. โซนอุตสาหกรรม Smart Park
    1. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)
    2. อุตสาหกรรมการบิน อวกาศ และโลจิสติกส์ (Aerospace and Logistics)
    3. อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital)
    4. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
  5. โซนอุตสาหกรรมเหมราช ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

ขนส่ง-เดินทางแบบไร้รอยต่อ

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมารองรับการพัฒนา EEC เรียกว่า “ขนส่ง-เดินทางแบบไร้รอยต่อ” โดยแบ่งเป็น 4 โครงการหลัก

  • ทางถนน: สร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) 3 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-ชลบุรี, พัทยา-มาบตาพุด และแหลมฉบัง-นครราชสีมา เพื่อเชื่อมโยงระบบให้สมบูรณ์ และเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดของการจราจร ในการเดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออก รวมทั้งต่อเชื่อมกับทางหลวง 7 สายหลักไปยังทุกภาคของประเทศ วงเงินรวม 35,300 ล้านบาท
  • ทางราง : สร้างรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 ท่าอากาศยาน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2566 และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรารถไฟทางคู่ ช่วงหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา และ โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงศรีราชา-มาบตาพุด เชื่อม 3 ท่าเรือ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2565 วงเงินรวม 306,673.86 ล้านบาท
  • ทางอากาศ : พัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ให้เป็นท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 สามารถรองรับได้ 4,700 เที่ยวบินต่อปี รองรับผู้โดยสารได้ 3 ล้านคนต่อปี และสร้างเมืองการบินภาคตะวันออก (Aerotropolis) ผลักดันให้ EEC เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรม และการขนส่งของอาเซียน คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2576 วงเงินรวม 200,000 ล้านบาท
  • ทางน้ำ : พัฒนา 2 ท่าเรือหลัก คือ ท่าเรือแหลมฉบัง (ระยะที่ 3) และพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด (ระยะที่ 3) เพื่อรองรับการนำเข้าส่งออกสินค้าและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรองรับการขยายตัวทางด้านธุรกิจปิโตรเคมีขั้นสูง และการนำเข้าก๊าซ LNG พลังงานสำคัญในการขับเคลื่อน EEC คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567 วงเงินรวม 152,639.81 ล้านบาท

เมื่อระบบการขนส่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงพื้นฐานของ EEC มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ก็ช่วยให้ลดระยะเวลาการเดินทาง สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ทำให้แข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้มากขึ้น

ความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำ

เมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อแล้ว เรื่องของความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่าง ๆ รัฐบาลจึงได้มีการพัฒนาแผน ดังนี้

  1. แผนความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. เตรียมพร้อมสำหรับการขยายความต้องการใช้ไฟฟ้า ทั้งในภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง รวมทั้งในชุมชนเมืองใหม่ ภายใต้นโยบาย PEA 4.0 รวมทั้งยังส่งเสริมให้นำพลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้ในเมืองใหม่เพิ่มมากขึ้นด้วย
  2. แผนความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ โดยการประปาส่วนภูมิภาค หรือ กปภ. ได้หาแหล่งน้ำต้นทุนที่มีคุณภาพดี และเพียงพอต่อความต้องการทุกภาคส่วนทั้งภาคประชาชน และใน EEC โดยมีการวางแผนในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาอย่างครบวงจรทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งยังมีการส่งเสริมให้มีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Desalination) ด้วย

หลักเกณฑ์ที่จูงใจนักลงทุน

นอกจากนี้ รัฐบาลปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อจูงใจบรรดานักลงทุนตัดสินใจง่ายขึ้น ที่จะนำเม็ดเงินเข้ามาลงทุนใน EEC ได้แก่

  1. ด้านกฎหมาย : มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน  กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เฉพาะเพื่อการอนุญาตให้คนต่างด้าวตามมาตรา 45(1) หรือ (2) อยู่ต่อในราชอาณาจักร กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน และกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน
  2. ด้านภาษี : โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ตามประเภทของกิจการและเทคโนโลยี นานสูงสุด 13 ปี (อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน) การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับ เครื่องจักร วัตถุดิบ ที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และของที่นำเข้า เพื่อการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งจัดเก็บอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17% กับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัย ที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมตามเป้าหมายที่ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในอาเซียน
  3. ด้านอื่น ๆ : ให้วีซ่าทำงานนานถึง 5 ปี เพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยมีระบบ One-stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุน ให้บริการข้อมูลข่าวสาร การขออนุญาตที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการ การค้า การส่งออก การนำเข้า เป็นบริการที่ครบวงจรในจุดเดียว รวมทั้งยังสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัย และพัฒนาการส่งเสริมนวัตกรรม หรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ทั้งหมดนี้ ล้วนมีส่วนทำให้บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำของโลกอย่าง Nissan Toyota BMW บริษัทขนาดใหญ่จากประเทศจีนอย่าง Alibaba รวมทั้งบริษัทขนาดใหญ่อื่น ๆ ของโลก ต่างมีแผนที่จะใช้ EEC เป็นฮับ E-commerce และโลจิสติกส์ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการส่งออกในภูมิภาคอาเซียน มีการส่งเสริมให้พัฒนาต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น ประเภทอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอุปกรณ์ยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและหุ่นยนต์ โดยเปิดเป็นศูนย์บุคลากรผู้เชียวชาญเฉพาะด้านขึ้น รวมทั้งยังมีการร่วมมือกันระหว่างการบินไทยและบริษัท Airbus ผู้ผลิตเครื่องบินระดับโลก เพื่อพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาไปสู่ศูนย์ซ่อมบำรุงท่าอากาศยานที่ทันสมัย

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะทำให้โครงการ EEC เป็นพื้นที่ตั้งโรงงานบนนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดในทุก ๆ ด้าน และพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็น “พื้นที่ทำเลทอง” ของการลงทุนในระดับโลก สร้างทั้งรายได้และความเจริญมั่นคงให้กับประเทศ

17 กรกฎาคม 2563/ 528 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

9 ตุลาคม 2563/ 16 Views/ เวลาอ่าน 9 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 256 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

10 กันยายน 2563/ 967 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 252 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

23 กรกฎาคม 2563/ 766 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

12 มิถุนายน 2563/ 175 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 373 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

31 สิงหาคม 2563/ 81 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 152 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที