เดินหน้าขับเคลื่อน EEC ปี 64
หวังดึงเงินลงทุน 4 แสนล้านบาท

ใจความสำคัญ

  • แม้ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่โครงการ EEC ก็ยังคงเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2563 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 387 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 128,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 62
  • ในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดว่า จะมีการการลงทุนใน EEC มากกว่า 400,000 ล้านบาท
  • รัฐบาลเตรียมมาตรการจูงใจนักลงทุนสู่ EEC ด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ จากอัตราก้าวหน้าที่สูงสุด 35% ให้เหลือในอัตราไม่เกิน 17% อีกทั้งจะเดินหน้าพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีใน EEC

นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโลก รวมทั้งประเทศไทย ยังคงถูกกระทบโดยตรงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ทุกรัฐบาลต่างต้องเร่งออกมาตรการในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการค้าการลงทุนทั่วโลก

โรคโควิด19 ส่งผลกระทบต่อโครงการ EEC หรือไม่ เมื่อมาดูอภิมหาโปรเจกต์อย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ที่รัฐบาลตั้งเป้าจะให้ยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พบว่า แม้ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดปี 2563 การลงทุนใน EEC ดูจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก โดยเห็นได้จากสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในช่วง 11 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.63) ซึ่งมีทั้งสิ้น 387 โครงการ มูลค่าลงทุนสูงถึง 128,158 ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนจากต่างประเทศ 76,000 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการลงทุนลดลงเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นจากปี 2562

อย่างไรก็ดี ยอดผู้ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนเพื่อลงทุนจริง ขยายตัวถึงร้อยละ 62 โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และปิโตรเคมี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังคงมีความมั่นใจในประเทศไทย จึงเดินหน้าลงทุนตามแผนที่วางไว้

ในปี 2564 โครงการ EEC ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดการณ์ว่า ในปี 2564 จะมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC ประมาณ 400,000 ล้านบาท

โดยแบ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐและเอกชนร่วมกันประมาณ 100,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีกประมาณ 300,000 ล้านบาทเป็นการลงทุนตามการขอรับส่งเสริมการลงทุนของ BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่ม ประกอบด้วย

1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

3. อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

4. อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ

5. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

6. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์

7. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์

8. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

9. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และ

10. อุตสาหกรรมดิจิทัล

เพื่อให้มูลค่าการลงทุนในปี 2564 เป็นไปตามที่ สกพอ. ตั้งเป้าไว้ที่ 400,000 ล้านบาท รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงจะเพิ่มมาตรการจูงใจนักลงทุน นั่นก็คือ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จากอัตราก้าวหน้าที่สูงสุด 35% ให้เหลือในอัตราไม่เกิน 17% ของเงินได้พึงประเมิน นอกจากนี้ จะมีการต่ออายุมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จะหมดอายุในปลายปี 2564 ด้วย เพื่อสนับสนุนการเติบโตของการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีใน EEC

อีกปัจจัยที่จะทำให้พื้นที่ EEC ดึงดูดใจนักลงทุนในปีนี้ คือ การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งโดยภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังมีธุรกิจด้านอื่นที่มีการเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ทั้งธุรกิจการแพทย์ (Medical Hub) ธุรกิจโลจิสติกส์ และธุรกิจที่เกี่ยวกับออโตเมชั่นและอากาศยาน

สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ก็มีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ โดยการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ในไตรมาสที่ 1-2 ของปีนี้ก็จะเริ่มส่งมอบพื้นที่ให้เอกชนในช่วงลาดกระบัง-สนามบินอู่ตะเภา เพื่อก่อสร้างทางรถไฟและสถานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจ่ายเงินชดเชยค่าเวนคืนที่ดิน และเตรียมการรื้อย้าย 

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19  และการรับมือที่มีประสิทธิภาพของไทย  สกพอ. จึงมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลบวกจากการระบาด อันได้แก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย BCG คือ อุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมหมุนเวียน และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นไปในแนวโน้มของห่วงโซ่อุปทานโลกที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการเพิ่มมาตรฐานด้านสุขอนามัย โดยจะเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม 3 ด้าน ได้แก่

1. ธุรกิจดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากการพัฒนาระบบ 5G  โดยจะต่อยอดจากการลงทุนโครงข่ายระบบ 5G ของทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 50 ของ EEC ในปี 2564  สกพอ. คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมดิจิทัลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องใน EEC จะเติบโตมากกว่าร้อยละ 150 และจะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อเนื่องอีกมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในด้านเครื่องจักรอัตโนมัติที่มีมูลค่าสูง

2. ธุรกิจสุขภาพ สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ทั่วโลกต้องการอุปกรณ์การแพทย์ การป้องกันและยารักษาโรคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีความสนใจต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพ จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง ชุด PPE เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ ที่นอกจากจะยังเป็นที่ต้องการของทุกประเทศทั่วโลกแล้ว ยังจะสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศด้วย

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ใน EEC หลายโครงการ เช่น โครงการ “จีโนมิกส์ไทยแลนด์” ซึ่งเป็นการจัดทำฐานข้อมูลดีเอ็นเอของคนไทย 50,000 ราย เพื่อเป็นฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาด้านการผลิตยารักษาโรค วัคซีน และวิธีการรักษาโรคใหม่ให้เหมาะสมกับคนไทยและประชากรอาเซียน การพัฒนาในด้านนี้จะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของอาเซียน รวมทั้งส่งเสริมธุรกิจโรงพยาบาลเฉพาะทางต่าง ๆ ด้วย

3. ธุรกิจสมาร์ทโลจิสติกส์ เพื่อต่อยอดจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใน EEC เพื่อการเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและคมนาคมของภูมิภาค โดยจะส่งเสริมการลงทุนด้านการขนส่งและคลังสินค้าโดยใช้ระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนธุรกิจ Express delivery ด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีการเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล เพื่อป้อนให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ใน EEC โดยจากสถิติปีงบประมาณปี 2563 กระทรวงแรงงานได้ให้บริการจัดหางานแก่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) ทั้งด้านหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ถึง 40,464 คน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 28,000 คน ส่วนการจัดหางานด้านการบริการ กระทรวงแรงงานก็ได้แนะแนวอาชีพให้นักเรียนนักศึกษา และสร้างแรงงานด้านบริการถึง 70,401 คน จากที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 48,838 คน

ทั้งนี้ สกพอ. ประมาณการว่า ระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2562-2566 ความต้องการแรงงานไทยของภาคเอกชนในพื้นที่ EEC จะมีมากกว่า 4 แสนอัตรา ทั้งในระดับอาชีวะ และปริญญาตรี โดยที่ผ่านมา สกพอ. ได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สร้างหลักสูตรพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงความต้องการของภาคเอกชน (EEC Model) ควบคู่กับให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแก่ภาคเอกชนที่รับนักศึกษาที่จบหลักสูตรดังกล่าวด้วย

สำหรับการเตรียมพร้อมในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ขับเคลื่อนการเรียนการสอนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) อย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดอบรมพัฒนาครูสำหรับการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน และการส่งเสริมให้เด็กเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชนในอนาคต

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานในพื้นที่ EEC เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ว่า ถือเป็นอนาคตของประเทศไทย ที่ต้องช่วยกันให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องตามระเบียบ และเป็นไปตามแผนงานทุกประการ พร้อมกล่าวย้ำเรื่องการลงทุนในพื้นที่ EEC ว่า จะต้องหาวิธีการให้มีการลงทุนในพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น และหามาตรการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ คือภาพรวมพัฒนาการของโครงการ EEC ตลอดปี 2563 และแผนการดำเนินงานในอนาคต เพื่อผลักดันให้พื้นที่ EEC กลายเป็น “World-Class Economic Zone” ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ได้อย่างสมบูรณ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *