ปฏิรูปกฎหมายการ “ปรับเป็นพินัย”
ในความผิดไม่ร้ายแรง

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. … เป็นกฎหมายกลางในการพิจารณาและกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง ซึ่งเป็นการปฏิรูปกฎหมายครั้งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความเป็นธรรม ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย
  • ร่างกฎหมายนี้ กำหนดให้ใช้ “การปรับเป็นพินัย” เป็นมาตรการใหม่แทนโทษเดิมที่เป็นการปรับทางอาญาและโทษทางปกครอง โดยกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องชำระค่าปรับอย่างเดียว ไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับ และไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม

ท่านทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันกฎหมายไทยกว่าร้อยละ 99 ใช้บทลงโทษทางอาญา แม้กระทั่งความผิดเล็กน้อย เช่น การสูบบุหรี่ในเขตห้ามสูบ การจอดรถขายของริมถนน หรือการบ้วนน้ำลายบนท้องถนน ซึ่งสวนทางกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (มาตรา 77) ที่ต้องการให้รัฐใช้โทษอาญาเฉพาะกับความผิดที่ร้ายแรงเท่านั้น

แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ปัญหาเชิงกลไกนี้ได้สร้างความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และลดทอนประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมเพราะประชาชนกระทำความผิดเล็กน้อยแต่กลับต้องรับโทษทางอาญาซึ่งมีความร้ายแรง ต้องมีการลงประวัติอาชญากรรมทำให้เสื่อมเสียประวัติและหน้าที่การงานโดยไม่จำเป็น

ในขณะเดียวกัน กลไกดังกล่าวยังสร้างภาระให้แก่เจ้าหน้าที่ภาครัฐเกินจำเป็น และเป็นปัจจัยที่ลดทอนประสิทธิภาพของการกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ต้นสายของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องสูญสิ้นเวลา กำลังคน งบประมาณและทรัพยากรไปกับการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาความผิดไม่ร้ายแรงซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แทนที่จะนำไปทุ่มเท​ให้กับการสอบสวนและพิจารณาคดีสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ ในปลายน้ำ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่ต้องรับผิดชอบบริหารจัดการผู้ต้องหาคดีร้ายแรงที่มีจำนวนมากอยู่แล้วก็ต้องรับภาระในการดูแลนักโทษคดีความผิดเล็กน้อยอีกจำนวนมาก เป็นการซ้ำเติมปัญหาความแออัดในคุกและทำให้การบริหารจัดการคุกมีความยากขึ้น

ปัญหานี้จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญ และเร่งผลักดันให้มีการปฏิรูปกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ….” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ

พระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็น “กฎหมายกลาง” อีกฉบับหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณา และกำหนดมาตรการสำหรับผุ้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ร้ายแรง จากเดิมซึ่งเคยเป็นความผิดในทางอาญาที่มีโทษแบบปรับสถานเดียวและโทษปรับทางปกครอง เป็นโทษประเภทใหม่ คือ “การปรับเป็นพินัย” โดยหนึ่งในผลที่ชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้ คือ การเปลี่ยนความผิดอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวตามกฎหมายในบัญชี 1 จำนวน 183 ฉบับ เป็นโทษปรับเป็นพินัย ภายใน 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทำความรู้จัก “การปรับเป็นพินัย”
“การปรับเป็นพินัย” เป็นมาตรการที่กำหนดให้ผุ้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงและไม่กระทบโดยตรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือความปลอดภัยของประชาชน ให้รับความผิด​โดยการชำระเงินตามที่กำหนดแทน ซึ่งเรียกว่า “ค่าปรับเป็นพินัย” ซึ่งไม่ใช่โทษอาญา จึงไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับ และไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องเสื่อมเสียประวัติและติดคุกโดยใช่เหตุ รวมทั้งรับโทษที่สอดคล้องและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรง

เกณฑ์พิจารณา “ค่าปรับพินัย” การปฏิรูปเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม
การปฏิรูปที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของร่างกฎหมายนี้ คือ หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้กำหนดค่าปรับเป็นพินัยซึ่งไม่กำหนดตายตัว แต่จะคำนึงถึงความเหมาะสมกับความเสียหายและฐานะของผู้กระทำความผิด อันเป็นกลไกที่จะช่วยสร้างความเป็นธรรมและขจัดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

ค่าปรับพินัยในแต่ละความผิดจะมากน้อยเพียงใดนั้น พิจารณาจาก
(1) ระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคมจากความผิดนั้น ๆ
(2) ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดหรือบุคคลอื่นได้รับจากการกระทำความผิดทางพินัย และ
(3) สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิด

ที่สำคัญ หากเป็นความผิดที่เกิดจากความยากจนข้นแค้นหรือเพราะความจำเป็นอย่างแสนสาหัสในการดำรงชีวิต ศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะว่ากล่าวตักเตือนแทนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ การชำระค่าปรับพินัย สามารถดำเนินการได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่อนชำระเป็นรายงวดหรือศาลอาจพิจารณาให้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับก็ได้

แหล่งที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากร่าง พรบ. ฉบับนี้

  1. การบังคับใช้กฎหมายครอบคลุมไม่กระจุกตัวอยู่ที่ตำรวจฝ่ายเดียว ทำให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานมากขึ้น
  2. ประชาชนเข้าถึงและเข้าใจผลร้ายจากการฝ่าฝืนกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากกระบวนการพิจารณาที่ง่ายและรวดเร็ว
  3. ลดโอกาสที่ประชาชนจะตกเป็นเหยื่อของกระบวนการทุจริต เนื่องจากกฎหมายใหม่มีกลไกชัดเจน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่
  4. ลดภาระประชาชน เนื่องจากกำหนดให้เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ในการไปฟ้องคดีต่อศาล
  5. ประชาชนไม่ต้องเผชิญกับคดีอาญาซึ่งสร้างความเดือดร้อนและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
  6. ในกรณีทำความผิดหลายบท ประชาชนไม่ต้องถูกดำเนินคดีโดยหลายหน่วยงาน
  7. ค่าปรับเหมาะสมกับสภาพความผิดและฐานะของผู้กระทำผิด

กล่าวได้ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูปกฎหมายไทยที่จะช่วยส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยป้องกันมิให้มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร สร้างความเป็นธรรมในสังคมและลดช่องทางในการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม


ที่มา: https://www.krisdika.go.th/th/detail-law-draft-under-consideration-by-the-office-of-the-council-of-state

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *