5 ปี รัฐบาลดิจิทัลไทย ไต่ขึ้น 20 อันดับ

เทคโนโลยี, 24 กรกฎาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย จงได้กำหนดโครงการด้านรัฐบาลดิจิทัลอยู่ในแผนการดำเนินงานระดับชาติ และวางเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำในโลกดิจิทัลระดับโลกให้ได้ (Global Digital Leadership) ในระยะ 20 ปี
  • รัฐบาลได้กำหนดให้หน่วยงานแต่ละกระทรวงเร่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ในการบริการประชาชนอย่างรวดเร็วและทันสมัย จากผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน ดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น จากอันดับที่ 77 ในปี 2561 สู่อันดับ 57 ในปี 2563 รวมทั้งยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยอีกด้วย

จากการที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เล็งเห็นความสำคัญในการผลักดันให้ภาครัฐของไทยเดินหน้าสู่ความเป็นเลิศด้วยปฏิบัติการที่มีความทันสมัย ฉับไว สามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพิ่มความเชื่อมโยงของข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้การทำธุรกรรมกับภาครัฐได้ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ล่าสุด ความพยายามของรัฐบาลเริ่มได้รับการยอมรับอย่างเป็นรูปธรรม โดยเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศผลการจัดอันดับดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government Development Index : EGDI ) โดยจัดอันดับประเทศไทยขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 57 จากอันดับที่ 73 ในปี 2561 โดยขยับขึ้นถึง 16 อันดับ จาก 193 ประเทศ ยกระดับขึ้นจากประเทศในกลุ่มที่มีการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระดับสูง มาอยู่ในกลุ่มที่มีการพัฒนาในระดับสูงมาก

ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 77 ในปี 2559 แสดงให้เห็นถึงการปฏิรูปประเทศที่มีความต่อเนื่องและปรากฏผลเป็นรูปธรรมตามแผนแม่บทของยุทธศาสตร์ชาติ ด้านที่ 6 ด้านการปรับสมดุลและการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

นอกจากนี้ ดัชนีการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Participation Index: EPI) พบว่า ภาครัฐไทยมีการเปิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนมากขึ้น ทั้งในการร้องเรียน กำหนดนโยบาย ร่างกฎหมาย และการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้ประเทศไทยมีอันดับสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงกว่า 30 อันดับ จากอันดับที่ 82 ในปี 2561 มาเป็นอันดับที่ 51 ในปี 2563

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ขับเคลื่อนแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในระยะที่ 1 หรือ แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทยระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2559-2561) โดยดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถเชิงดิจิทัลภาครัฐทั้งหมด 18 ด้าน จาก 26 ด้าน อาทิ การบูรณาการข้อมูลภาครัฐ เพื่อยกระดับบริการ การยืนยันตัวตนและบริหารจัดการสิทธิ โครงสร้างพื้นฐานการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรภาครัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพภาคการเกษตร การท่องเที่ยว การลงทุน การค้า การจัดการในภาวะวิกฤติ ฯลฯ โดยได้มีการจัดทำร่างแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลระยะที่ 2 ขึ้นต่อเนื่อง คือ แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลระยะ 5 ปี (พ.ศ.2560-2564) รวมทั้ง (ร่าง) แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย (พ.ศ. 2563-2565)

ในภาคปฏิบัติ รัฐบาลตั้งเป้าหมายการดำเนินงานตามพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไว้อย่างชัดเจนเมื่อปี 2559 ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 Digital Foundation  ประเทศไทยได้เพิ่มการลงทุน และสร้างฐานรากในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยให้บรรลุเป้าหมายส่วนนี้ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน

ระยะที่ 2 Digital Thailand I : Inclusion  ทุกภาคส่วนของประเทศไทยมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลตามแนวทางประชารัฐ โดยให้บรรลุเป้าหมายส่วนนี้ภายในระยะเวลา 5 ปี

ระยะที่ 3  Digital Thailand II : Full Transformation ประเทศไทยก้าวสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ที่ขับเคลื่อนและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยให้บรรลุเป้าหมายส่วนนี้ภายในระยะเวลา 10 ปี

ระยะที่ 4  Global Digital Leadership  ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยให้บรรลุเป้าหมายส่วนนี้ภายในระยะเวลา 20 ปี

ด้วยเป้าหมายข้างต้น รัฐบาลจึงได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัล โดยมีโครงการบรรจุอยู่ในแผนการดำเนินงานระดับชาติผ่านยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ในการยกระดับภาครัฐให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้มีการกำหนดประเด็นที่รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเร่งด่วน ประกอบด้วยโครงการด้านรัฐบาลดิจิทัล แผนงานและโครงการด้านรัฐบาลดิจิทัล

เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายด้านนี้ เมื่อปี 2560 นายกรัฐมนตรียังได้มอบวิสัยทัศน์ “รัฐบาลดิจิทัลประเทศไทย” (Thailand Digital Government Vision) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาให้เกิดรัฐบาลดิจิทัล และได้ตั้งเป้าหมายในระยะ 5 ปี (2560-2565) ภาครัฐไทยจะยกระดับสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน มีการทำงานแบบอัจฉริยะ ให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง เชื่อมโยงข้อมูลและการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน การนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ประหยัด และคุ้มค่า ยกระดับงานบริการภาครัฐให้ตรงกับความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐได้ร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว โดยมีโครงการสำคัญในการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล เช่น ในปี 2561 รัฐบาลได้กำหนดให้ส่วนราชการยกเลิกการเรียกสำเนาเอกสารจากประชาชน อาทิ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมทั้งให้หน่วยงานภาครัฐที่มีจุดบริการประชาชนทั่วประเทศของรัฐกว่า 80,000 จุดร่วมกันปักหมุด เพื่อจัดเก็บตำแหน่งที่อยู่ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล

และในเวลาต่อมา ได้มีการนำข้อมูลมาพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชัน CITIZENinfo ให้ประชาชนดาวน์โหลดในช่วงปีใหม่ 2562 โดยแอปพลิเคชันดังกล่าวเป็นช่องทางให้ประชาชนค้นหาพิกัดจุดให้บริการของภาครัฐและนำทางไปที่ตั้งหน่วยงาน ค้นหาคู่มือในการเข้าใช้บริการภาครัฐ รวมถึงประเมินความพึงพอใจหลังเข้ารับบริการ โดยปัจจุบัน มีหน่วยงานภาครัฐตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการแล้ว 60 หน่วยงาน

ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 นายกรัฐมนตรียังคงเน้นย้ำความสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลได้วางแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งการพัฒนา Data Center และ Cloud อย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการข้อมูลภาครัฐ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลตามเป้าหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นอกจากนั้น นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำด้วยว่า ทั้งหมดนี้ ทุกหน่วยราชการจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น เกษตรอัจฉริยะ การค้าออนไลน์ สุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว คมนาคม โดยกำชับให้คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคล ยึดความต้องการของประชาชนเป็นเป้าหมายในการทำงาน

ในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ก็เป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ประชาชนสามารถมองเห็นถึงพัฒนาการของรัฐบาลดิจิทัลอย่างเห็นได้ชัด จากการนำช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้งานในการเก็บข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์วางแผนการดำเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมโรค พร้อมด้วยช่องทางการให้บริการประชาชนทั้งด้านข่าวสารและช่องทางการติดต่อกับหน่วยงานราชการ อาทิ แอปพลิเคชัน หมอชนะ ไทยชนะ อาสาสมัครดิจิทัล เป็นต้น ซึ่งหลังจากนี้การขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานรัฐบาลดิจิทัล จะยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

กล่าวได้ว่า ระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารประเทศอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดในปี 2563 ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของเขตเศรษฐกิจทั่วโลก (IMD World Competitiveness Ranking) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 63 ประเทศ เป็นอันดับที่สามของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย นอกจากนี้ คะแนนปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี (Technology Infrastructure) ของประเทศไทยยังขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 34 โดยมีตัวชี้วัดอันดับโดดเด่น อาทิ จำนวนผู้ลงทะเบียนใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ การพัฒนาและเปิดตัวเว็บไซต์ www.bigdata.go.th เพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรภาครัฐ และประชาชนทั่วไป เรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ เป็นต้น

24 กรกฎาคม 2563/ 9 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ