นักวิจัยไทยเร่งพัฒนาวัคซีน
ความหวังสู้ไวรัสโควิด-19

ใจความสำคัญ

  • นักวิจัยทั่วโลกต่างกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ขณะที่รัฐบาลไทย ก็เร่งส่งเสริมให้สถาบันการแพทย์ชั้นนำในประเทศร่วมกันพัฒนาวัคซีนควบคู่กันไป เพื่อคนไทยได้มีใช้ทันทีโดยเฉพาะเมื่อเกิดโรคอุบัติใหม่แบบนี้
  • จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น กำลังเร่งทดลองวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันไวรัสโควิด-19 ซึ่งอยู่ในระยะทดลองที่ 2 แล้ว นั่นคือกำลังทดลองในคน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติของไทยได้ประสานกับจีนให้นำวัคซีนเข้ามาทดลองในไทย

เมื่อไวรัสโควิด-19 ระบาดลุกลามไปทั่วทั้งโลก จนมียอดผู้เสียชีวิตไปแล้วเกือบหนึ่งแสนแปดหมื่นคน และมีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่าสองล้านห้าแสนคน (ข้อมูล วันที่ 22 เมษายน 2563) และมีทีท่าว่าจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของมวลมนุษยชาติก็คือ วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคห้องทดลองชั้นนำทั่วโลกจึงทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเร่งพัฒนา | โดยล่าสุด องค์กรอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) รายงานว่า ทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาวัคซีนมากถึง 70 แบบ

แต่ในจำนวนดังกล่าว วันนี้ มีเพียงนักวิจัยจากประเทศจีน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ได้เริ่มการทดลองวัคซีน ไปจนถึงระยะที่สอง นั่นคือ เริ่มทดสอบกับคนเพื่อประเมินประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของยา แต่ทางผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการพัฒนาวัคซีนต่อไปอีกประมาณ 12 ถึง 18 เดือนนับจากวันนี้ ก่อนที่เราจะมีวัคซีนที่จะสามารถนำมาใช้ได้จริง


อ้างอิง[1]

รัฐบาลไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาวัคซีนต้นแบบระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับบริษัทไบโอเนทเอเชีย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในเลือดของสัตว์ทดลอง ที่ได้รับการฉีดวัคซีนต้นแบบแล้ว 2 ครั้ง

>นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ระหว่างการเพิ่มจำนวนไวรัสเพื่อนำไปฆ่าเชื้อเป็นวัคซีนเชื้อตายสำหรับนำไปฉีดในสัตว์ทดลองด้วย

ความพยายามทั้งหมดนี้อาจจะนำไปสู่การผลิตวัคซีนมาใช้ได้เองภายในประเทศ ช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับมือโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย

ในขณะเดียวกัน สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยในต่างประเทศหลายแห่งเพื่อนำวัคซีนเข้ามาทดสอบในประเทศไทย เช่น ได้ประสานกับสถานทูตจีนเพื่อติดตามความก้าวหน้า และทำข้อตกลงกับจีนในการร่วมกันศึกษาวิจัยทดสอบวัคซีนในคนในระยะที่ 2

ช่วงเวลานี้เราจึงต้องให้กำลังใจและตั้งความหวังในนักวิจัยของไทยและทั่วโลก เพราะการวิจัยวัคซีนมิได้เป็นเรื่องที่ง่าย โดยเฉพาะกับโรคอุบัติใหม่เช่นเชื้อไวรัสโควิด-19 เนื่องจากวัคซีนจะต้องสามารถสร้างภูมิคุ้มกันพร้อมกับส่งผลข้างเคียงที่น้อยที่สุด โดยไวรัสโควิด-19 จะเริ่มจากการแพร่เชื้อที่เยื่อเมือก โดยเฉพาะในโพรงจมูก ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างภูมิคุ้มกันได้ลำบาก เห็นได้จากวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ทำงานในลักษณะคล้ายๆ กันแต่ผุ้ที่ได้รับวัคซีนบางรายกลับโชคร้ายติดเชื้อได้อยู่ดี[2]

นอกจากนี้ ผู้พัฒนาวัคซีนต่างก็หวั่นว่าจะเกิดปรากฏการณ์ disease enhancementหรือผุ้ที่รับวัคซีนไปแล้ว อาจติดเชื้อได้รุนแรงกว่าผุ้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ซึ่งเคยเกิดขึ้นกับการพัฒนายาทดลองโรคไข้เลือดออก และโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) มาแล้ว[3]

การพัฒนาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส19 จึงจำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังและยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง การดูแลตัวเอง ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่างกัน ไม่ออกจากบ้าน จึงเป็นวิธีที่​สำคัญที่สุดตอนนี้ในการลดการแพร่เชื้อเพื่อหน่วงเวลารอความหวังที่จะมีวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน เอาชนะเชื้อร้ายนี้ได้เสียที   


[1] https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/04/141684/

[2] https://www.nature.com/articles/d41586-020-00798-8

[3] https://www.livescience.com/coronavirus-covid-19-vaccine-timeline.html

https://www.nature.com/articles/d41586-020-00798-8

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *