วัคซีนสู้โควิด-19 ฝีมือคนไทย ครม. ไฟเขียวงบพันล้านเร่งพัฒนา

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 1,000 ล้านบาท สนับสนุนสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อให้ทีมนักวิจัยและทีมแพทย์ไทยเดินหน้าพัฒนาทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 ให้คนไทยได้มีวัคซีนใช้ทันการณ์ หากมีการกลับมาระบาดในรอบที่ 2 โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมขีดความสามารถของนักวิจัยในประเทศไทยด้วย
  • บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทย โดยนักวิจัยไทย สามารถพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จากใบยาพืช นำมาใส่รหัสพันธุกรรมโปรตีนไวรัส เพื่อให้พืชสร้างโปรตีนที่ต้องการขึ้นเพื่อสกัดเป็นวัคซีน โดยมีเป้าหมายว่า จะสามารถใช้งานได้ภายในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2564

ท่ามกลางการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลง สิ่งที่นานาประเทศพอทำได้ในขณะนี้ คือ การบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เข้มงวดเพื่อเป็นการรับมือ และชะลอการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสมรณะเท่านั้น ขณะที่ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมัน และแคนาดา ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตยาเร่งทำการพัฒนา วิจัย และทดลองวัคซีนต้านโควิดที่เชื่อว่า จะเป็นวิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละประเทศต่างชิงออกข่าวความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีนที่ใกล้จะสำเร็จ และมั่นใจว่าจะผลิตออกมาใช้งานได้ไม่เกินปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 เป็นอย่างช้า เพื่อแย่งชิงอิทธิพล และคงศักดิ์ศรีของความเป็นประเทศมหาอำนาจ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างก็หวังว่า ชาติมหาอำนาจจะกระจายวัคซีนให้อย่างเป็นธรรม

ไทยเอง ในฐานะที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้เดินหน้าในเรื่องการการพัฒนาวัคซีนเช่นกัน โดยล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ระหว่างวันที่ 24 – 25 สิงหาคม 2563 ที่จังหวัดระยอง และจังหวัดจันทบุรี นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ 1,000 ล้านบาท ในลักษณะเงินอุดหนุนให้แก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานและเครือข่ายการพัฒนาวัคซีนของประเทศในการเพิ่มศักยภาพให้พร้อมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด-19 และสร้างขีดความสามารถในการคิดค้นวัคซีนตั้งแต่ต้นน้ำ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยในห้วงนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การนำวัคซีนต้นแบบที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศมาทดสอบในประเทศไทย และขอรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการผลิต ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง และอีกแนวทางคือ การพัฒนาวัคซีนต้นแบบในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว

ครม. จึงอนุมัติงบประมาณเงินกู้สนับสนุน 1,000 ล้านบาทแก่สถาบันวัคซีนแห่งชาติ เพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนาวัคซีนซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรก ดำเนินการผลิตโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนที่สอง รัฐบาลร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด โดยการทำข้อตกลงเพื่อจัดสรรโควต้าเมื่อได้วัคซีนต้นแบบแล้ว หรือกำหนดเงื่อนไขให้จำหน่ายในราคาต้นทุน และส่วนที่่สาม ประเทศไทยผลิตเอง โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ส่งเสริม

ล่าสุด ศาสตราจารย์ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า บริษัทใบยา ไฟโตฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพไทย สามารถพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำจากใบยาพืช โดยการใส่รหัสพันธุกรรมที่กำหนดการสร้างโปรตีนของไวรัส ภายใน 1 สัปดาห์ พืชจะสร้างโปรตีนที่ต้องการใช้งาน ทั้งนี้ ลักษณะโครงสร้างและลำดับของโปรตีนจะแม่นยำกว่าการสร้างวัคซีนด้วยกลวิธีอื่น โดยเป้าหมายตอนนี้คือ ทำโรงงานวัคซีนในประเทศ คาดว่าภายในปลายปีนี้หรือปี 2564 จะสามารถใช้งานได้

การเร่งพัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญ เป็นนวัตกรรมทางสุขภาพ เป็นยุทธปัจจัยที่มีประสิทธิภาพสูง และเป็นความหวังของทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การเร่งรัดให้มีวัคซีนใช้ในประเทศจะส่งผลกระทบเชิงบวกกับเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ สอดคล้องกับแผน Blueprint เข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของคนไทย ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 ซึ่งถือเป็นกรอบนโยบายในการบูรณาการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *