CPTPP อันตรายต่อประเทศไทยจริงหรือ

เศรษฐกิจ, 18 มิถุนายน 2563

ใจความสำคัญ

  • นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งศึกษาผลดีและผลเสียในการตัดสินใจว่าไทยควรจะเข้าหรือไม่เข้าร่วมการเจรจา CPTPP อย่างรอบคอบ และให้ให้ความสำคัญกับการหารือในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบให้ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ และต้องยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยต้องเข้าใจตรงกันว่า สิ่งที่ขอความเห็นร่วมกัน คือ ไทยควรจะขอเข้าร่วมการเจรจา CPTPP หรือไม่ ไม่ใช่ขอความเห็นชอบเพื่อให้ไทยไปลงนามในความตกลง CPTPP เพราะไทยยังไม่ได้แม้แต่สิทธิ์ที่จะขอเริ่มเจรจา ณ วันนี้ หากวันใดที่ได้เข้าร่วมการเจรจาแล้วพบว่า CPTPP ไม่ได้ดีต่อคนไทย ประเทศไทย รัฐบาลสามารถแจ้งยุติการเจรจาได้ทันที
  • ปัจจุบัน สมาชิก CPTPP มี 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม
  • คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกาศสนับสนุนให้ประเทศไทยเข้าร่วมการเจรจาเพื่อรับฟังข้อตกลง CPTPP ในเบื้องต้น เพราะมองว่า การเข้าร่วมวงเจรจาเปรียบเสมือนไทยได้รับสิทธิที่จะเดินเข้าไปห้องประชุมลับ เพื่อที่เราจะได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวของเราเอง แทนที่จะรับข่าวสารอยู่วงนอก

CPTPP (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก มีสมาชิกทั้งหมด 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม

แต่การจะนำประเทศเข้าร่วมเจรจาหรือไม่นั้น รัฐบาลไทยกำลังเร่งศึกษาถึงผลดีและผลเสีย โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า การพิจารณาเรื่องการเข้าร่วม CPTPP รัฐบาลจะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ ถ้าหากเจรจาแล้วไม่ได้ผลตามที่ต้องการ หรือไทยเสียเปรียบ รัฐบาลก็จะไม่ลงนามตามข้อตกลงนี้อย่างแน่นอน ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลว่าไทยจะเสียประโยชน์แต่อย่างใด

ไทยเสียเปรียบประเทศสมาชิก CPTPP อื่น ๆ จริงหรือ

เมื่อมีข่าวว่าไทยจะเข้าร่วมการเจรจา CPTPP ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นในวงกว้าง รวมทั้งการวิเคราะห์จากหลายมุมมองทั้งที่เป็นประโยชน์ และที่สะท้อนถึงการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน รวมถึงข้อมูลที่สร้างความตื่นตระหนกโดยปราศจากข้อเท็จจริง

ในปัจจุบัน ข้อห่วงกังวลว่า CPTPP จะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศสมาชิก CPTPP อื่น ๆ แบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่

ข้อห่วงกังวลประเด็นแรก คือ ผลกระทบต่อภาคการเกษตรของไทย อาทิ การผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืชที่มีผู้ห่วงกังวลว่า อาจจะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเกษตรอย่างรุนแรง

เรื่องนี้ หากพิจารณาโดยละเอียด จะพบว่า มีเงื่อนไขที่เอื้อให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นดั้งเดิม และเมล็ดพันธุ์จากทางราชการได้เช่นเดิม ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พืชในกลุ่มพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์ป่าของพืชทุกชนิด รวมถึงสมุนไพร และพันธุ์การค้าที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง ไปปลูกต่อได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นให้เกษตรกร สามารถเก็บพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครอง ไว้ใช้เพาะปลูกต่อในพื้นที่ของตนได้ และยังนำพันธุ์พืชใหม่นึ้ไปพัฒนาต่อยอด โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของพันธุ์

สำหรับเรื่องการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ให้แก่บริษัทเอกชนนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากอนุสัญญา UPOV 1991 ให้การคุ้มครองสิทธิแก่ผู้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ทั้งหมด โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเฉพาะบริษัทเอกชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักวิจัยภาครัฐ นักปรับปรุงพันธุ์พืชอิสระ นักศึกษา เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไป ก็สามารถยื่นจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ได้

ส่วนประเด็นที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า CPTPP จะทำให้ราคาเมล็ดพันธุ์พืชในประเทศแพงขึ้น ก็ไม่ได้สะท้อนข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากราคาเมล็ดพันธุ์ที่อาจจะเพิ่มขึ้น อาจมีจำกัดเฉพาะในกลุ่มพันธุ์พืชใหม่ที่จดทะเบียนคุ้มครองเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อพันธุ์พืชพื้นเมือง พันธุ์พืชป่า หรือพันธุ์การค้าที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง โดยราคาเมล็ดพันธุ์ในตลาดจะถูกกำหนดด้วยความดีเด่นหรือคุณค่าของพันธุ์และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ และการได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ซึ่งหากเกษตรกรเห็นว่าแพงไป ขายผลผลิตแล้วไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุน เกษตรกรก็สามารถเลือกที่จะไม่ซื้อ แล้วไปซื้อพันธุ์อื่นที่ถูกกว่าได้ อีกทั้ง เกษตรกรยังสามารถเลือกใช้พันธุ์ของหน่วยงานรัฐได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในเรื่องการเปิดให้สินค้า GMO เข้าในประเทศนั้น ความตกลง CPTPP ไม่ได้กำหนดให้สมาชิกต้องปรับกฎหมายภายในประเทศในเรื่องสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ (Modern Biotechnology) แต่อย่างใด

ข้อห่วงกังวลเรื่องที่สอง คือ เรื่องการเข้าถึงยาของประชาชนและเครื่องมือแพทย์ โดยในเบื้องต้น องค์กรภาคประชาสังคมบางกลุ่มให้ความเห็นว่า เรื่องการจดสิทธิบัตรยา อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน แต่ข้อเท็จจริง คือ ไทยจะยังมีสิทธิบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (CL) ตามกรอบความตกลงทริปส์ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ดังเช่นที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบันทุกประการ และจะไม่ทำให้ไทยถูกกล่าวหาว่าละเมิดความตกลง CPTPP และไม่เป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ข้อคิดเห็นที่ว่า การเข้าร่วม CPTPP จะทำให้การเข้าถึงยาสามัญช้าลงนั้น ข้อเท็จจริง คือ ข้อบทเรื่อง การเชื่อมโยงระบบสิทธิบัตรและระบบการขึ้นทะเบียนยา (Patent Linkage) เป็นข้อบทที่มีความยืดหยุ่น ที่ให้สมาชิกมีเลือกวิธีการจัดตั้งระบบดังกล่าวในลักษณะที่จะเป็นประโยชน์กับแต่ละประเทศได้ จึงไม่น่าจะมีผลต่อกระบวนการเข้าถึงยาสามัญ

สำหรับประเด็นที่มีผู้ห่วงกังวลว่า ไทยต้องเปิดให้สินค้า Re-manufactured goods ซึ่งรวมถึงเครื่องมือแพทย์มือสอง และสินค้าขยะเข้ามาในไทยได้นั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก ความตกลง CPTPP ระบุนิยามของสินค้า Re-manufactured goods ว่า ต้องมีอายุการใช้งานและคุณภาพใช้งานเช่นเดียวกับสินค้าใหม่ และต้องได้รับการรับรองจากโรงงานว่าสามารถใช้ได้เช่นเดียวกันกับสินค้าใหม่

ข้อกังวลเรื่องที่สาม คือ ข้อกังวลเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ นั้น ความตกลง CPTPP ให้สมาชิกสามารถกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของการเข้ามาแข่งขันในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐได้ ถ้ามูลค่าโครงการต่ำกว่าที่กำหนดไว้ ก็ไม่ต้องเปิดให้เข้ามาแข่งขัน และยังมีระยะเวลาการปรับตัว ยกตัวอย่างเช่น มาเลเซีย หนึ่งในประเทศสมาชิก CPTPP ได้ขอระยะเวลาปรับตัวนานถึง 20 ปี ในขณะที่เวียดนามขอระยะเวลาปรับตัวได้ 25 ปี

การเปิดเสรีทางการค้าเป็นแนวทางของประเทศเสรีนิยม

ท่ามกลางความกังวลต่าง ๆ เราอาจต้องพิจารณาอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งเป็นแนวทางในการขยายการค้าระหว่างประเทศที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในประเทศเสรีนิยมต่าง ๆ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าร่วม CPTPP อาจช่วยให้ไทยได้ประโยชน์ในหลายมิติ

ความตกลง CPTPP ประกอบด้วยสมาชิก 11 ประเทศนั้น มี GDP รวมกันคิดเป็นมูลค่า 10.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 13.5 % ของ GDP โลก มีประชากรรวม 495 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.8 % ของประชากรโลก

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับสมาชิก CPTPP 11 ประเทศในปี 2560 มีมูลค่ารวม 134.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 29.3 % ของการค้ารวมไทย โดยไทยส่งออกเป็นมูลค่า 70.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 29.7 % ของการส่งออกไทยไปทั่วโลก แต่ไทยนำเข้าสินค้าจาก CPTPP 11 ประเทศ 64.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 28.9 % ซึ่งถือว่าไทยได้เปรียบดุลการค้ากับ 11 ประเทศ CPTPP เป็นมูลค่าถึง 6 พันล้านเหรียญสหรัฐด้วย

จากจำนวนตัวเลขรายได้เข้าประเทศนี้เอง การเข้าเจรจากับ CPTPP อาจช่วยให้มองเห็นช่องทางในการแข่งขันกับอีก 4 ชาติในอาเซียนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคี หรือเปิดตลาดใหม่ ๆ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อเห็นทั้งผลดีและผลเสียอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การคาดเดา

ประโยชน์แรกที่ไทยจะได้รับ คือ การส่งออก ที่ไทยอาจเพิ่มโอกาสการส่งออกไปยังตลาดแคนาดา และเม็กซิโก ที่ปัจจุบัน มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ราว 2% จากสินค้าอาหารทะเลแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอาจดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิกเหล่านี้

การเพิ่มช่องทางในการส่งออกและขยายการค้าระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศ CPTPP อาจเป็นผลบวกกับไทย โดยกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า จะเพิ่มโอกาสขยายตัวของ GDP จากภาวะหดตัว 0.25% เป็นขยายตัว 0.12% คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 13,323 ล้านบาท รวมทั้งจะส่งผลให้การลงทุนขยายตัว 5.14% คิดเป็นมูลค่า 148,240 ล้านบาท)

การเปิดเสรีการค้า โดยเข้า CPTPP อาจเป็นช่องทางในการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้ไทย โดยเฉพาะการเจรจาในเรื่องที่เคยเป็นอุปสรรค เช่น เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า การตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า-ส่งออก เพื่อเอื้อต่อการส่งออกของไทยมากขึ้น อีกทั้ง จะนำไปสู่การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ กฎหมายสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การสนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้สมาชิก CPTPP จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยให้ตื่นตัว และพัฒนาเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมใน UPOV 1991 จะกระตุ้นให้ภาคเกษตรตื่นตัว พัฒนาองค์ความรู้ เพิ่มโอกาสเข้าถึงพันธุ์พืชใหม่ ๆ นักปรับปรุงพันธุ์มีความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านการวิจัย และประชาชนได้บริโภคสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ

กระบวนการ CPTPP ที่ยาวนาน และโอกาสที่ไทยจะได้ร่วมการเจรจา

การเข้าร่วมเป็นประเทศภาคี CPTPP ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เร็วหรือง่าย ยังต้องผ่านหลายขั้นตอน โดยทุกประเทศที่ให้สัตยาบัน ยังจะต้องไปดำเนินการแก้กฎหมายภายในประเทศของตนอีกหลายฉบับ เพื่อรองรับกติกาใหม่ร่วมกัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลานับปีในทุกกระบวนการ

ที่สำคัญ คือ รัฐบาลไทยสามารถแจ้งขอยุติการเจรจาได้เสมอทันทีที่เห็นว่าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม CPTPP ขณะนี้มีเพียงประเทศญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเวียดนาม เพื่อนบ้านของไทยเท่านั้น ที่ให้สัตยาบันเข้าร่วมแล้ว ที่เหลือยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการลงนามในสนธิสัญญาเท่านั้น

การเจรจาเพื่อจะเข้าร่วมใน CPTPP นั้น ก็เหมือนกับการเจรจาการค้าทั้งหมดที่ไทยเคยผ่านมาในอดีต คือ ไทยจะได้ประโยชน์มากหรือน้อย ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคณะเจรจา และข้อมูลสนับสนุนในการตัดสินใจในแต่ละเรื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านในทุก ๆ มิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตประชาชน เพื่อชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจ โดยยึดเอาผลประโยชน์ของคนในชาติเป็นสำคัญ และนี่คือที่มาของการที่ทุกฝ่ายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ต่างเห็นชอบให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้น เพื่อศึกษาและรับฟังข้อดีข้อเสียเรื่อง CPTPP อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเกิดกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 อย่างแท้จริง

ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประกาศสนับสนุนให้รัฐบาลไทยเข้าร่วมการเจรจาเพื่อรับฟังข้อตกลง CPTPP ในเบื้องต้น ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการประชุมของ11 ชาติภาคี ในช่วงเดือนสิงหาคม 2563 นี้

ต้องย้ำว่า ในเวลานี้ ไทยเพียงขอไปร่วมวงเจรจากับประเทศสมาชิก CPTPP โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการด้วยว่า คณะเจรจาไทยจะต้องมีผู้แทนทุกภาคส่วน ซึ่งรวมทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ไทยเข้าร่วม CPTPP โดยหากเริ่มการเจรจา คณะเจรจาจะต้องมีการรายงานคณะรัฐมนตรีเป็นระยะ และหากพบว่า เราจะได้ไม่คุ้มเสีย ไทยก็สามารถแจ้งขอหยุดการเจรจาได้ทันที

การเข้าร่วมวงเจรจาเปรียบเสมือนไทยได้รับสิทธิที่จะเดินเข้าไปห้องประชุมลับ เพื่อที่เราจะได้รับทราบข้อมูลต่าง ๆ ด้วยตัวของเราเอง แทนที่จะรับข่าวสารอยู่ข้างนอกวงเจรจา หากไทยไม่เก็บทางเลือกที่จะเข้าร่วม CPTPP และรับทราบพัฒนาการในการเจรจาต่าง ๆ ไว้เลย อาจเป็นการยากในการเพิ่มสิทธิขยายการค้ากับกลุ่มประเทศนี้ นอกจากนี้ ประเทศในกลุ่มภาคีจะมีสิทธิประโยชน์ทางการค้าการลงทุนที่ให้ระหว่างกันมากกว่าที่จะให้ไทย และอาจนำไปสู่การยกเลิกการลงทุนในไทยเพื่อเป็นฐานในการผลิต ในที่สุดแล้ว ไทยจึงไม่ควรปิดประตูที่จะเข้าร่วม CPTPP แต่มันจะไม่ดีกว่าหรือที่ไทยควรจะได้รับทราบ รับฟัง เพื่อที่ไทยจะได้มีข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องประกอบการพิจารณาผลได้และผลเสียจากการเข้าร่วม CPTPP ซึ่งเป็นหนึ่งในความตกลงทางการค้าฉบับสำคัญที่จะถูกใช้ประโยชน์มากขึ้น ๆ จากทุกประเทศทั่วโลกในสถานการณ์ช่วงวิกฤติโควิด-19 และหลังจากนั้นเป็นต้นไป

18 มิถุนายน 2563/ 1387 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

11 สิงหาคม 2563/ 91 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

10 กันยายน 2563/ 1190 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 352 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

23 กรกฎาคม 2563/ 844 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

19 เมษายน 2563/ 232 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 93 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

26 กันยายน 2563/ 446 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 582 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 357 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที