วัคซีนโควิด-19 317,600 โดสแรกถึงไทย
เร่งกระจายฉีดให้ประชาชนตามแผน

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ล็อตแรกได้มาถึงประเทศไทย โดยเป็นวัคซีนของบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค จากจีน จำนวน 200,000 โดส จากที่สั่ง 2,000,000 โดส และวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา อีกจำนวน 117,600 โดส จากที่สั่ง 61,000,000 โดส รวมแล้วขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีน 317,600 โดส เป็นจำนวนมากที่สุดในอาเซียน
  • วัคซีน 200,000 โดสแรกของซิโนแวค จะฉีดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายใน 13 จังหวัด แบ่งเป็น จ. สมุทรสาคร 70,000 โดส กรุงเทพมหานคร (ฝั่งตะวันตก) 66,000 โดส จ. ปทุมธานี 8,000 โดส จ. นนทบุรี 6,000 โดส จ. สมุทรปราการ 6,000 โดส จ. ตาก(อ. แม่สอด) 5,000 โดส จ. นครปฐม 3,500 โดส จ. สมุทรสงคราม 2,000 โดส จ. ราชบุรี 2,500 โดส จ. ชลบุรี 4,700 โดส จ .สุราษฎร์ธานี (อ. เกาะสมุย) 2,500 โดส จ. ภูเก็ต 4,000 โดส และ จ. เชียงใหม่ 3,5000 โดส
  • วัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา จำนวน 61 ล้านโดส จะฉีดให้กับประชาชนในกลุ่มเป้าหมายประมาณ 10 ล้านโดสต่อเดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2564 โดยจะฉีดในเดือนมิถุนายน จำนวน 6,000,000 โดส  เดือนกรกฎาคม จำนวน 10,000,000 โดส  เดือนสิงหาคม จำนวน 10,000,000 โดส  เดือนกันยายน จำนวน 10,000,000 โดส  เดือนตุลาคม จำนวน 10,000,000 โดส เดือนพฤศจิกายน จำนวน 10,000,000 โดส และเดือนธันวาคม จำนวน 5,000,000 โดส

ในที่สุดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 วัคซีนล็อตแรกก็ได้มาถึงประเทศไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ อีกทั้งยังมาถึงไล่เลี่ยกัน 2 ยี่ห้อในวันเดียวกัน เริ่มด้วยช่วงสายเป็นวัคซีนของบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค จากจีน ล็อตแรกจำนวน 200,000 โดส จากที่สั่ง 2,000,00 โดส ซึ่งรัฐบาลได้จัดพิธีรับมอบภายใต้ชื่องาน “วัคซีนโควิด-19 คืนรอยยิ้มvประเทศไทย” โดยมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เข้าร่วม จากนั้น ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน วัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา ก็ส่งถึงประเทศไทยอีกจำนวน 117,600 โดส จากที่สั่งทั้งหมด 61 ล้านโดส รวมแล้วขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีนทั้งสิ้น 317,000 โดส

วัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ ได้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่คลังสำรองวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม ซึ่งร่วมมือกับบริษัทดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้อนุเคราะห์พื้นที่เก็บรักษาวัคซีนภายในห้องควบคุมอุณหภูมิไม่เกิน 2–8 องศาเซลเซียสโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย 

ต่อจากนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจสอบคุณภาพวัคซีนจนมั่นใจว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด จึงได้กระจายไปยังหน่วยบริการและสถานพยาบาลกลุ่มเป้าหมายโดยเร็วที่สุด เพื่อฉีดให้ประชาชนกลุ่มแรกช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคและมีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย ประชาชนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ฯลฯ

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว ที่สถาบันบำราศนราดูร โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับการฉีดเป็นเข็มแรก พร้อมด้วย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งร่วมรับการฉีดวัคซีนด้วย ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ไปร่วมงานดังกล่าวเพื่อเป็นกำลังใจ แต่ไม่สามารถเป็นผู้รับวัคซีนเข็มแรกในประเทศไทยได้ เนื่องจากข้อจำกัดของวัคซีนของซิโนแวค ที่จะฉีดในประชาชนที่มีอายุ 18-59 ปี เท่านั้น เพราะมีข้อมูลการฉีดวัคซีนในผู้ที่อายุเกิน 60 ปีจำนวนน้อย และยังไม่มีข้อมูลการฉีดวัคซีนนี้ในกลุ่มผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

แผนการกระจายวัคซีนของซิโนแวค จำนวน 200,000 โดส

ขณะนี้ วัคซีนของซิโนแวค จำนวน 200,000 โดสแรก กำลังถูกนำไปฉีดให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายใน 13 จังหวัด ซึ่งมีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดสูงสุด และจังหวัดที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ประกอบด้วย

1. พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ได้แก่ จ. สมุทรสาคร จำนวน 70,000 โดส

2. พื้นที่ควบคุมสูงสุด ได้แก่ จ. กรุงเทพมหานคร (ฝั่งตะวันตก) จำนวน 66,000 โดส ปทุมธานี จำนวน 8,000 โดส นนทบุรี จำนวน 6,000 โดส และสมุทรปราการ จำนวน 6,000 โดส

3. พื้นที่ควบคุม ได้แก่ จ. ตาก (อ. แม่สอด) จำนวน 5,000 โดส นครปฐม จำนวน 3,500 โดส สมุทรสงคราม จำนวน 2,000 โดส และราชบุรี จำนวน 2,500 โดส

4. พื้นที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ จ. ชลบุรี จำนวน 4,700 โดส สุราษฎร์ธานี (อ. เกาะสมุย) จำนวน 2,500 โดส ภูเก็ต จำนวน 4,000 โดส และเชียงใหม่ 3,500 โดส

ไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

1. เริ่มแจ้งประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ระหว่างวันที่ 24-28 กุมภาพันธ์ และเริ่มฉีดแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2564

2. หลังจากนั้นประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงจะฉีดเข็มที่ 2 โดยหลังการฉีดแต่ละเข็ม จะมีการเฝ้าระวังอาการเป็นระยะเวลา 30 วัน

สำหรับวัคซีนของซิโนแวคที่ยังเหลืออีก 1,800,000 โดสนั้น ตามกำหนดไทยจะได้รับเพิ่มอีกจำนวน 800,000 โดสในเดือนมีนาคม 2564 และอีก 1 ล้าน โดสในเดือนเมษายน 2564 ซึ่งจะนำมาฉีดเป็นเข็มที่ 2 ให้กลุ่มแรก และฉีดให้ประชาชนกลุ่มอื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไป

ส่วนวัคซีนของแอสตราเซเนกาที่ได้รับมา จำนวน 117,600 แสนโดส ขณะนี้อยู่ในขั้นวางแผนการกระจายไปสู่ประชาชน โดยอนุกรรมการบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด-19 ชี้แจงว่า วัคซีนของแอสตราเซเนกาแตกต่างจากวัคซีนของซิโนแวคตรงที่สามารถฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้ ดังนั้นวัคซีนแอสตราเซเนกาที่เข้ามาล็อตนี้ จะนำมาปิดช่องว่างกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนของซิโนแวคได้ในพื้นที่สีแดงและพื้นที่สีส้ม รวม 9 จังหวัด อย่างไรก็ดี จะฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกาในรอบแรกนี้ให้ประชาชน 50,000 คน ส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้เป็นเข็มที่ 2 เพื่อเตรียมการรับมือในกรณีที่วัคซีนของแอสตราเซเนการอบต่อไปมาถึงประเทศไทยไม่ทันตามกำหนด

วัคซีนแอสตราเซเนกาที่เหลืออีกประมาณ 60 ล้านโดส จะฉีดให้กับประชาชนในกลุ่มเป้าหมาย 10 ล้านโดสต่อเดือน ตามแผนระยะที่ 2 ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงธันวาคม 2564 โดยจะฉีดในเดือนมิถุนายน จำนวน 6,000,000 โดส กรกฎาคม จำนวน 10,000,000 โดส สิงหาคม จำนวน 10,000,000 โดส กันยายน จำนวน 10,000,000 โดส ตุลาคม จำนวน 10,000,000 โดส พฤศจิกายน จำนวน 10,000,000 โดส และเดือนธันวาคม จำนวน 5,000,000 โดส

การรับวัคซีนล็อตแรกนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยความรู้สึกว่า ถือเป็นหนึ่งในวันประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะวัคซีนโควิด-19 เป็นที่ต้องการของทุกประเทศทั่วโลก รัฐบาลจึงได้พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำเข้าวัคซีนมาให้กับประชาชน ส่วนวัคซีนล็อตต่อ ๆ ไป ได้รับคำยืนยันว่า จะเข้ามาตามกำหนด หากไม่มีเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย รวมทั้งยังยืนยันว่า ไม่ว่าจะวัคซีนล็อตไหนก็ตาม ก็เป็นวัคซีนของคนไทยทั้งประเทศ และต้องจัดหาเพิ่มเติมให้เพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับคนในประเทศให้ได้ ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้สังคมขัดแย้งกันในเรื่องวัคซีนอีก เพราะเราต้องมีความเป็นหนึ่งเดียวในการที่จะแก้ปัญหาของประเทศ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า วัคซีนทุกชนิดที่เข้ามาเป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยวันนี้ประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโควิด-19 อยู่ในมือมากที่สุดในอาเซียน และหากนับตามอัตราส่วนของประชากร ประเทศไทยก็ไม่แพ้ใครในโลกนี้

นอกจากจะได้วัคซีนมาฉีดเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของประชาชนแล้ว ยังถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ให้สามารถร่วมกันเดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตของประชาชน ให้กลับมาสู่ปกติรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *