คุมเข้มโควิด แต่ยังไม่เคอร์ฟิว-ไม่ล็อกดาวน์

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอก 3 ที่เวลานี้ได้ระบาดไปครบทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทย มียอดผู้ติดเชื้อหลักพันคนต่อเนื่องมาหลายวัน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเติมเพื่อระงับและควบคุมการแพร่ระบาด​ของโรคให้อยู่ในระดับที่ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศรองรับได้

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบมาตรการควบคุมโรคตามที่ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เสนอ เช่น การกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุด 18 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม 59 จังหวัด รวมถึงมาตรการควบคุมแบบบูรณาการที่จำแนกตามพื้นที่สถานการณ์ โดยคำนึงถึงความจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

ภายหลังการประชุมดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้แถลงยืนยันว่า เหตุที่ยังไม่มีการล็อกดาวน์ หรือ เคอร์ฟิว เพราะจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับ แต่จำเป็นจะต้องปรับลดเวลาการเปิดปิดกิจการบางประเภทลงบ้าง ​โดยการพิจารณาออกมาตรการควบคุมต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งจำเป็นและมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือสถานการณ์การระบาด​ให้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งตนเองก็เจ็บปวดใจ เพราะตระหนักดีว่า มาตรการเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงมาก 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้ปรับแผนการฉีดวัคซีนเพื่อให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ รัฐได้ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนไปแล้ว 586,032 โดส ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ (สถานะ วันที่ 16 เมษายน 2564) หลังจากที่เริ่มฉีดมาเป็นเวลา 48 วัน โดยเฉลี่ยแล้ว ฉีดได้วันละประมาณ 12,000 โดส ปัจจุบัน มีวัคซีนอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 1.3 ล้านโดสโดยเป็นของซิโนแวค ส่วนวัคซีนของแอสตราเซเนกาจะเข้ามาถึงประเทศไทย​ในเดือนมิถุนายน จำนวน 6 ล้านโดส และจะเข้ามาเพิ่ม​ในเดือนกรกฎาคมนี้อีก 10 ล้านโดส

แผนการฉีดวัคซีนใหม่ ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

– สัปดาห์ที่ 1 จะต้องฉีดวัคซีน​ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสายงานอื่นที่สัมผัสผู้ป่วยอย่างทั่วถึง ภายในจังหวัดที่มีการระบาดหนัก

– สัปดาห์ที่ 2 ฉีดวัคซีนให้ประชาชนในจังหวัดที่มีการระบาดหนัก พร้อมฉีด​ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสายงานอื่นที่สัมผัสผู้ป่วยในจังหวัดที่มีการระบาดปานกลาง

– สัปดาห์ที่ 3 ฉีดให้ประชาชนในจังหวัดที่มีการระบาดปานกลาง และฉีด​ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสายงานอื่นที่สัมผัสผู้ป่วยในจังหวัดที่มีการระบาดเบา

– สัปดาห์ที่ 4 ระดมฉีดให้ประชาชนในจังหวัดที่มีการระบาดเบา ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังพยายามจัดหาวัคซีนยี่ห้ออื่น ๆ เพิ่มเติม โดยได้ติดต่อพูดคุยกับหลายบริษัท เช่น วัคซีนสปุตนิค วี ของรัสเซีย และวัคซีนไฟเซอร์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ด้านนายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ได้แถลงสรุปผลการประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 ว่า ที่ประชุมมีมติให้กำหนดระดับการระบาดของพื้นที่ตามสถานการณ์ โดยเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 18 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 59 จังหวัด พร้อมออกข้อกำหนดต่าง ๆ ตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 20) โดยห้ามดำเนินการหรือจัดกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค เช่น ห้ามการใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภทเพื่อจัดการเรียนการสอน การสอบ  ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลเกิน 50 คน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ และอาบอบนวด เป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 14 วัน เป็นต้น

มาตรการที่กำหนดให้บังคับใช้ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและพื้นที่ควบคุม มีดังนี้

1. จำนวน 18 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร | จ. ขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก นครปฐม นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต ระยอง สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี และอุดรธานี

– การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม (ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ให้บริโภคในร้านได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. แต่สามารถจำหน่าย​ให้กลับไปรับประทานที่บ้านได้ถึงเวลา 23.00 น.

– งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารและสถานที่จำหน่ายสุรา

– ให้เปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ได้จนถึงเวลา 21.00 น. โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ และงดเว้นการจัดกิจกรรมการ​ส่งเสริมการขาย และงดการให้บริการตู้เกม ร้านเกม และสวนสนุก

– ให้เปิดร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัดกลางคืน ตลาดโต้รุ่งและถนนคนเดิน ได้จนถึงเวลา 23.00 น. แต่ร้านที่ตามปกติเปิด 24 ชั่วโมง ให้เปิดได้ในเวลา 04.00 น. และปิดในเวลา 23.00 น. สนามกีฬาหรือสถานที่เพื่อออกกำลังกาย ยิม และฟิตเนส เปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. และสามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ แต่จำกัดจำนวนผู้ชมในสนาม

2. พื้นที่ควบคุม จำนวน 59 จังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือจากจังหวัดควบคุมสูงสุด

– การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่ม (ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์) ให้บริโภคในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น.

– งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารและสถานที่จำหน่ายสุรา

– ให้เปิดห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ ได้จนถึงเวลา 21.00 น. โดยจำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ และงดเว้นการจัดกิจกรรมการ​ส่งเสริมการขาย และงดการให้บริการตู้เกม ร้านเกม และสวนสนุก

พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชน ดังนี้

– งดหรือชะลอการเดินทางในช่วงเวลานี้ หากไม่มีเหตุจำเป็น และหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าพื้นที่ควบคุมสูงสุด

– งดหรือชะลอการจัดกิจกรรม งานเลี้ยงสังสรรค์ และงานรื่นเริง ในช่วงเวลานี้ก่อน เว้นแต่เป็นการจัดพิธีตามประเพณีนิยมและมีมาตรการป้องกันโรคที่เพียงพอ

– ขอความร่วมมือภาคเอกชน พิจารณารูปแบบการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยอาจเป็นการปฎิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง การสลับวันทำงาน หรือวิธีการอื่นใดที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

นอกจากนี้ ศบค. ยังมีข้อสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข ร่วมกับศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงมหาดไทย และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง เร่งจัดหาสถานที่เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ โดยขอความร่วมมือจากสถานศึกษา มหาวิทยาลัย โรงแรม หอประชุม หรือสถานที่ของเอกชนหรือสถานที่ใดที่มีความเหมาะสม

ส่วนการเดินทางข้ามจังหวัด และการเข้าพื้นที่ควบคุมสูงสุดหรือพื้นที่ควบคุมนั้น โฆษก ศบค. กล่าวว่า ประชาชนสามารถเดินทางเพื่อทำกิจกรรมการค้าและการขนส่งได้ แต่ในส่วนของการเดินทางส่วนบุคคล ขอความร่วมมือประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางไปก่อน

ทั้งนี้ มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ​ โดยมีระยะเวลา 2 สัปดาห์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *