“หุ้มแบริเออร์ด้วยยางพารา” เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ลดการสูญเสียบนท้องถนน

เศรษฐกิจ, 9 ตุลาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • จากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จึงได้สั่งการให้หาวิธีใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศ โดยการนำยางพารามาหุ้มแบริเออร์และหลักนำทาง  ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้จับมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำการศึกษา โดยมีเป้าหมายหลัก คือเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางพารา ช่วยทำให้ราคายางพาราเพิ่มขึ้น รวมถึงลดการสูญชีวิตของประชาชนเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • การดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานรัฐ จะซื้อน้ำยางพาราจำนวน 1 ล้านตัน มูลค่า 30,108.463 ล้านบาท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ระบุนตัวเลขว่าวันที่ 1 กันยายน ราคายางได้พุ่งทะลุ 60 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นราคายางที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี 2 เดือน โดยขณะนี้ภาครัฐได้เตรียมนำยางพารามาใช้ก่อสร้างถนนพาราซอยซีเมนท์ ผลิตที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร ฯลฯ

ยางพาราเป็น 1 ในพืชเศรษฐกิจหลักของไทย ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทยนับล้านคนมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ ไทยยังรั้งอันดับประเทศผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านบาทต่อปี

ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ราคายางพาราได้ตกลงมาอยู่ที่ 40-50 บาทต่อกิโลกรัมโดยประมาณ จากที่ราคาเคยพุ่งสูงสุดไปเกือบ 200 บาทต่อกิโลกรัม สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะยางพาราไทย เป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก มีสัดส่วนถึง 86%  เมื่อเกิดสภาวะเศรษฐกิจของโลกชะลอตัว สงครามการค้าของชาติมหาอำนาจ ราคาน้ำมันที่ลดลง ย่อมทำให้ราคายางพาตกต่ำลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิสัยทัศน์ในการจัดการอุปสงค์อุปทานยางพาราในประเทศ 

จุดนี้เองทำให้ตั้งแต่ยุครัฐบาล คสช. ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำรัฐบาล ได้ตระหนักดีว่า จะไปตั้งความหวังกับการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องเร่งจัดการอุปสงค์อุปทานยางพาราในประเทศให้ดีขึ้นให้ได้ จึงทำให้รัฐบาลมีนโยบายหันมาเน้นการใช้ยางพาราในประเทศแทน เพื่อรักษาเสถียรภาพและผลักดันราคายางให้สูงขึ้น เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงลดผลกระทบปัจจัยที่ส่งผลต่อราคายางพาราในประเทศ

จึงเป็นที่มาของ “โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานรัฐ” ซึ่งได้มดรดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ 2 โดยยางพาราจะถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างถนนพาราซอยซีเมนท์ ผลิตที่นอน หมอน ถุงมือ รองเท้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการจราจร ฯลฯ รวมทั้งกำหนดชัดเจนว่า ยางพาราที่จะนำมาใช้ ต้องซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือที่ กยท. จัดหา หรือยางพาราของรัฐ ที่ กยท. เก็บรักษาไว้

ความคืบหน้าโครงการในปัจจุบัน มีมาตรการหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นก็คือ การนำยางพารามาผลิต “แบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา และหลักนำทางยางพารา” ที่กระทรวงคมนาคมเป็นแม่งาน  อันมีเป้าหมายหลัก คือ เพื่อเพิ่มความต้องการในการใช้น้ำยางพารา และทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ รวมถึงลดการสูญชีวิตของประชาชนเมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

แบริเออร์คอนกรีตหุ้มด้วยยางพารา

 

หลักนำทางยางพารา

จากสถิติอุบัติเหตุบนทางหลวงชนบทระหว่างปี 2560- 2562 พบว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุที่พบคือ การเสียหลักหลุดออกนอกทาง ชนกับสิ่งอันตราย และจากการวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึก พบว่า สิ่งอันตรายข้างทางที่ผู้ขับขี่เสียหลักหลุดออกนอกทางไปชนนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สิ่งอันตรายที่เป็นสิ่งแวดล้อมข้างทาง ได้แก่ ต้นไม้ รั้วบ้าน คันคลอง ฯลฯ และสิ่งอันตรายที่เป็นอุปกรณ์จราจร ได้แก่ หลักนำโค้ง เสาป้ายจราจร เสาไฟฟ้าแสงสว่าง ฯลฯ ซึ่งยางพาราเองคุณสมบัติสำคัญ คือ มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับแรงกระแทก เหมาะสำหรับใช้เพื่อลดความสูญเสีย เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการจราจร

ดังนั้น โครงการนี้จึงจะนำแบริเออร์หุ้มยางพารา มาติดตั้งบริเวณเกาะกลางถนนเป็นหลักเพื่อแบ่งกั้นทิศทางการวิ่ง สำหรับถนนมีขนาดตั้งแต่ 2 ช่องจราจร (4 ช่องจราจรไป/กลับ) ขึ้นไป ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ก็ได้มีมติอนุมัติงบประมาณ จำนวน 83,170 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับแผนของกระทรวงคมนาคม ในชั้นนี้ กำหนดไว้ว่า จะซื้อยางพาราจากเกษตรกรมาผลิตเป็น แบริเออร์หุ้มแผ่นยางพารา และหลักนำทางยางพารา โดยตั้งเป้าว่า ในระยะ 3 ปี (2563-2565) จะต้องมีแบริเออร์หุ้มแผ่นยางพารา จำนวน 12,282.735 กม. และหลักนำทางยางพารา จำนวน 1,063,651 ต้น คาดว่า โครงการนี้จะนำไปสู่การซื้อน้ำยางพาราในปริมาณมากถึง 1 ล้านตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรถึงร้อยละ 71 หรือ คิดเป็นผลตอบแทนกว่า 30,108.463 ล้านบาท

การนำยางพาราหุ้มแบริเออร์คอนกรีต

แบริเออร์หุ้มแผ่นยางพาราช่วยลดการสูญเสียชีวิตบนท้องถนนได้จริงหรือไม่

หลายคนอาจสงสัยว่า การนำยางพารามาผลิตเป็นที่หุ้มแบริเออร์ จะมีผลดีหรือช่วยลดการสูญเสียชีวิตบนท้องถนนได้จริงหรือไม่ เรื่องนี้ได้มีการวิจัยและทดสอบมาอย่างดี โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการศึกษาวิจัยพัฒนา ก่อนส่งต่อให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำการทดสอบแบริเออร์ ทั้งแบบที่เป็นคอนกรีต และแบบที่มีแผ่นยางพาราหุ้ม ทั้งในการรับน้ำหนัก การคงทนสภาพ ในห้องปฏิบัติการ จากนั้นได้ส่งไปทดสอบต่อที่สถาบัน KATRI (Korea Automobile Testing & Research Institute) ของสาธารณรัฐเกาหลี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ผลปรากฏว่า รถกระบะน้ำหนัก 2,000 กิโลกรัม ขับด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่มุมชน 20 องศา รถกระบะได้แฉลบไปตามแนวแบริเออร์คอนกรีตที่หุ้มด้วยยางพารา ทั้งนี้ โดยปกติการชนในลักษณะนี้กับแบริเออร์คอนกรีตที่ไม่ได้หุ้มยางพารา รถจะชนทะลุคอนกรีต นอกจากนี้ ยังพบว่า แนวแบริเออร์ที่หุ้มด้วยยางพารา สามารถรับแรงกระแทกได้ดี หุ่นในรถกระบะไม่กระเด็นเปลี่ยนทิศทาง แผ่นยางบนแท่งคอนกรีตเสียหายเพียง 4 แผ่น บางแผ่นสามารถนำกลับมาใช้งานได้ใหม่ ขณะที่ความเสียหายของรถยนต์ เสียหายด้านชนเพียงด้านเดียว และไม่พลิกคว่ำ รถไม่เหินข้ามแบริเออร์ ดังเช่นแบริเออร์ประเภทอื่นที่ตัวรถจะได้รับความเสียหายมากกว่าเมื่อเกิดการชน ทีมงานวิจัยยังได้พัฒนารูปแบบการติดตั้งแบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา โดยใช้กาว epoxy ติดแผ่นยางกับแบริเออร์ ทำให้แผ่นยางติดแน่นและมีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี

จึงสรุปได้ว่า ความเร็วของรถยนต์ที่ 120 กม./ชม. หากเกิดอุบัติเหตุพุ่งชน แบริเออร์คอนกรีตที่หุ้มด้วยยางพารา มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนมากกว่าแบริเออร์คอนกรีตที่ไม่ได้หุ้มยางพารา จากผลทดสอบดังกล่าว กระทรวงคมนาคมจงได้เตรียมจดสิทธิบัตรแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์ด้วย เนื่องจากถือเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ และใช้วัตถุดิบภายในประเทศ

การทดสอบใช้รถกระบะขับเคลื่อนแบบไร้คนขับ ด้วยความเร็วในการชน 120 กม./ชม. มุมชน 20 องศา ณ เกาหลีใต้
ผลการทดสอบ จากรูปจะเห็นได้ว่าแผ่นยางที่หุ้มแบริเออร์ เสียหายเพียง 4 แผ่น

ในที่สุด ณ วันนี้ แบริเออร์คอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางพารา และหลักนำทางยางพารา ก็ได้เริ่มใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ถนนหลวงสาย 3249 ตอนเขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง กิโลเมตรที่ 3+164 อ.เมือง จ. จันทบุรี โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีระยะทางเริ่มต้นในการติดตั้งแบบริเออร์หุ้มยางพารา ความยาว 432 เมตร นำเสาหลักนำทางหุ้มยางพารา 47 ต้น และจะเป็นโครงการต้นแบบให้แก่พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ

แบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพารา ที่ตั้งอยู่บนถนนหลวงสาย 3249 ตอนเขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง จ.จันทบุรี

แนวทาง “ไทยสร้างชาติ” และการเพิ่มราคายางพารา

นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการเปิดงานดังกล่าวว่า “ดีใจที่ได้มาร่วมเปิดโครงการนี้ ซึ่งเป็นการกระตุ้นการผลิตยางในประเทศ เพราะราคาพืชผลในประเทศหลายชนิดมีราคาตกต่ำ หลายประเทศเลือกผลิตใช้เองมากขึ้น เราจึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดในการใช้ผลิตภัณฑ์ในประเทศ ที่มีการพัฒนาวิจัย และนำมาสู่การปฏิบัติที่ใช้ประโยชน์ได้จริง รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความมั่นคง เพราะเป็นรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง ขอขอบคุณทุกฝ่าย ที่ร่วมกันวิจัยพัฒนาสิ่งที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศ นี่คือ แนวทาง “ไทยสร้างชาติ” ”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้ เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน

การดำเนินโครงการนี้ ได้เริ่มส่งผลดีอย่างชัดเจนต่อราคายางพารา โดยราคายางพาราในเดือนกันยายน 63 ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 60 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี 2 เดือน โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ราคา 60.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่สำคัญราคายางพารามีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจีนสั่งซื้อปริมาณมาก หลังเริ่มฟื้นฟูประเทศจากสถานการณ์โควิด-19  ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา กลับมายิ้มออกอีกครั้ง

จากการวิเคราะห์ต้นทุนจากช่วงราคายางแผ่นรมควันชั้นที่ 3 พบว่า หากราคายางแผ่นรมควันชั้นที่ 3 อยู่ที่ 40-45 บาทต่อกิโลกกรัม ต้นทุนค่าผลิตแบริเออร์คอนกรีตหุ้มยางพาราขนาด 1 เมตร จะอยู่ที่ 3,507 บาท โดยจะมีเงินเป็นรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง 2,319.34 บาท หรือ คิดเป็น 71% ของต้นทุนค่าแบริเออร์ แต่หากราคายางพาราเพิ่มไปมากกว่า 55-60 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนค่าผลิตแบริเออร์หุ้มยางพาราขนาด 1 เมตรจะอยู่ที่ 3,995 บาท และจะมีเงินเป็นรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้นเป็น 2,775.69 บาท หรือ คิดเป็น 74% ของต้นทุนค่าแบริเออร์

ในอนาคต ยังจะต้องมีการสำรวจตรวจสอบแผ่นยางพาราครอบแบริเออร์คอนกรีต และหลักนำทาง เพื่อเปลี่ยนทดแทนของเก่าที่เสื่อมสภาพ หรือมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ยางพาราในทุก ๆ ปี อีกปีละไม่น้อยกว่า 336,000 ตัน

โครงการนี้นับว่าเกิดผลดีใน 2 เด้ง เพราะนอกจากจะช่วยรักษาเสถียรภาพยางพาราในประเทศ เกษตรกรชาวสวนยางพารากินดีอยู่ดี สนับสนุนระบบเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแล้ว ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมาบนท้องถนนอีกด้วย

 

#มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน  #ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยหลังโควิด

9 ตุลาคม 2563/ 17 Views/ เวลาอ่าน 9 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

31 สิงหาคม 2563/ 81 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 85 Views/ เวลาอ่าน 11 นาที

19 เมษายน 2563/ 204 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

23 กรกฎาคม 2563/ 766 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 199 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

15 เมษายน 2563/ 147 Views/ เวลาอ่าน 1 นาที

18 มิถุนายน 2563/ 1282 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 252 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

22 เมษายน 2563/ 257 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที