ขบวนการขนแรงงานเถื่อน รัฐบาลจะกวาดล้างจริงไหม

ใจความสำคัญ

  • จากการระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ที่ จ. สมุทรสาครเมื่อปลายปี 2563 มีต้นเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้เร่งปราบปรามกวาดล้างขบวนการลักลอบพาแรงงานเข้าประเทศอย่างเด็ดขาด จึงเป็นที่มาของการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานบูรณาการระหว่างตำรวจ ทหาร และจังหวัดชายแดน เพื่อสกัดกั้น สืบสวน และดำเนินคดีขบวนการดังกล่าวอย่างเข้มข้น
  • นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564  คณะทำงานดังกล่าวได้สืบสวนและจับกุมขบวนการใหญ่ ๆ ได้แล้วกว่า 10 กลุ่ม โดยเฉพาะ “เจ๊เพชร” ตัวการที่นำแรงงานเมียนมาเข้าสู่ตลาดกลางกุ้ง จ. สมุทรสาคร ทำให้มีการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำผิด 29 ราย ผู้ที่ให้การช่วยเหลือ 91 ราย และจับชาวต่างด้าวขณะกำลังลักลอบเข้าประเทศได้อีก 426 ราย

ตั้งแต่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ซึ่งมีผลให้ปิดด่านชายแดนทุกด่าน ยกเว้นการเข้าประเทศทางอากาศ มาจนถึงการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสถานการณ์ รัฐบาลได้มีมาตรการคุมเข้มตามแนวตะเข็บชายแดนมาโดยตลอด เพราะทราบดีว่า ประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างหนัก หากมีการลักลอบเข้าออกประเทศ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำเชื้อโควิด-19 จากต่างประเทศเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย  

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงได้สั่งการและกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งหมดเฝ้าระวังและจับกุมผู้ลักลอบเข้าออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนขบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยได้สั่งการให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพื่อลาดตระเวนตามแนวตะเข็บชายแดนในพื้นที่ 10 จังหวัดอย่างเข้มข้นมากขึ้น

อย่างไรก็ดี โดยที่ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านยาวถึง 2,000 กิโลเมตร และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ ภูเขา แม่น้ำ และทะเล จึงเป็นเรื่องยากต่อการสอดส่องดูแลให้ทั่วถึงทุกตารางนิ้ว และเกิดช่องว่างให้มีการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายผ่านกลุ่มนายหน้าที่รู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี และที่สำคัญ พบว่า ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางรายที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนให้การช่วยเหลือ โดยมีการร่วมมือกันเป็นขบวนการ ทั้งนายหน้าจัดหาแรงงาน เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการขนส่ง มาจนถึงนายจ้างที่ประสงค์จะใช้แรงงานต่างด้าว แต่กลับไม่พาเข้าประเทศและจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย

จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า มีต้นเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการระบาดในกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ จ. สมุทรสาคร นายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้หน่วยงานความมั่นคงร่วมมือกันกวาดล้างขบวนการลักลอบพาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมกับตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นสอบสวนหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ยังได้รับคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อสืบสวนและปราบปรามทุกเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบพาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานนี้

มุ่งทำงานเชิงรุกใน 2 มิติ

คณะทำงานดังกล่าว มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกใน 2 มิติ ดังนี้
มิติแรก ผนึกกำลังกับฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อตั้งด่านสกัดกั้นเส้นทางที่คาดว่าขบวนการขนแรงงานต่างด้าวจะใช้ลักลอบเข้าเมือง จำนวน 284 จุด ตั้งด่านตรวจอีก  579 จุด พร้อมกับให้ชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 1,714 ชุด ออกลาดตระเวนตรวจตราหาผู้ที่หลบจุดตรวจโดยพยายามเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ เช่น แอบว่ายข้ามแม่น้ำหรือเดินเท้าข้ามป่า

มิติสอง คือ สืบสวนขยายผลจับกุมเครือข่ายลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งขบวนการ ซึ่งพบว่าบางเครือข่ายมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยระหว่างวันที่ 8-12 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถจับกุมเครือข่ายนำแรงงานต่างด้าวมากกว่า 10 เครือข่ายทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

ภาคกลาง  – จับกุม เจ๊เพชรหรือนางราตรี ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในการลักลอบนำแรงงานเมียนมาเข้าสู่ตลาดกลางกุ้ง จ. สมุทรสาคร โดยได้ตรวจยึดทรัพย์สินและเอกสารสำคัญต่าง ๆ มาดำเนินคดี

ภาคใต้ จับกุมเครือข่ายกะพ้อ ยะหริ่ง โดยได้ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่ จ. นครศรีธรรมราช ยะลา และนราธิวาส จำนวน 7 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย

ภาคตะวันออก จับกุมเครือข่ายจันดี ขบวนการลักลอบนำแรงงานกัมพูชาเข้าประเทศ ระหว่าง จ. จันทบุรี และ จ. สระแก้ว กับ จ. บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา สามารถจับกุมผู้ต้องหาคนไทยได้ 2 ราย และแรงงานต่างด้าว สัญชาติกัมพูชา จำนวน 12 ราย

ภาคอีสาน จับกุมเครือข่ายเจ๊ดาฯ มุกดาหาร และเครือข่ายสุรินทร์ ซึ่งเป็นขบวนการลักลอบนำแรงงานลาวเข้าประเทศ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาคนไทยได้ 2 ราย และคนต่างด้าวสัญชาติลาว จำนวน 3 ราย

ภาคเหนือ กวาดล้างเครือข่ายอาต๋า จ. เชียงราย และเครือข่ายเจ๊อ้อย จ. ตาก ซึ่งปฏิบัติการนี้ไม่พบตัวผู้ต้องหา แต่พบรถยนต์ที่ใช้ขนคนต่างด้าวจำนวน 6 คัน สมุดบัญชีธนาคาร 30 เล่ม โทรศัพท์มือถือ จำนวน 25 เครื่อง ซึ่งจากการสืบสวนพบว่า มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำแรงงานจีนและเมียนมาเข้าออกประเทศไทย

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในครั้งนี้ ถูกตั้งข้อหาแล้วหลายข้อหา อาทิ ความผิดฐานร่วมกันนำ หรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรฯ ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น ด้วยประการใด ๆ แก่คนต่างด้าว เป็นต้น ส่วนคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามานั้น มีความผิดฐานเดินทางเข้ามา และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทั้งนี้ เมื่อสรุปสถิตินับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการวันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถจับกุมคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองได้แล้ว 426 ราย จับกุมผู้นำหรือพาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้ 29 ราย จับกุมผู้ช่วยเหลือ ซ่อนเร้น คนต่างด้าวโดยผิดกฎหมายได้ 91 ราย ได้กวาดล้างขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง ตามหมายจับของศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (Command and Control Operation Center หรือ CCOC) อีก 19 หมาย และสืบสวนขยายผลจับกุมขบวนการนำพาแรงงานต่างด้าวมากกว่า 10 ขบวนการ รวมทั้งยึดรถที่ใช้ในการนำพาได้ 22 คัน โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลจับกุมไปยังผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างขบวนการนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายให้สิ้นซากตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ยังได้เตือนไปยังนายจ้างที่ต้องการแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านว่า ขอให้เลือกแรงงานที่ถูกกฎหมาย เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้มงวดกวดขัน และจับกุมอย่างจริงจัง รวมทั้งจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ผู้ปฏิบัติงานทุกนายทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงแรงงาน หากพบว่า ผู้ใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน จะถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและวินัยทุกราย

ทั้งนี้ สำหรับประชาชนทั่วไป หากพบเห็นหรือทราบเบาะแสการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือพบเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าว ขอให้แจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วน 191 หรือ 1599 นอกจากนี้ ยังสามารถแจ้งเบาะแสโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรีได้ 5 ช่องทาง

(1) สายด่วนรัฐบาล โทร.1111
(2) ทางไปรษณีย์ที่ ตู้ ปณ. 1111 หรือ ปณ. ทำเนียบรัฐบาล
(3) เว็บไซต์ www.1111.go.th
(4) แอปพลิเคชัน PSC 1111 ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android
(5) แจ้งเหตุด้วยตัวเองที่จุดบริการประชาชน 1111 ทำเนียบรัฐบาล

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *