เพิ่มแต้มต่อให้ SME เพื่อโอกาสในการประมูลงานภาครัฐ

ใจความสำคัญ

  • วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME เป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด รัฐบาลจึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ที่มีจำนวน 3.1 ล้านราย ให้มีโอกาสเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ที่มีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปีได้มากยิ่งขึ้น
  • หนึ่งในมาตรการ คือ กระทรวงการคลังได้ออก “กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563” ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจาก SME ที่ขึ้นบัญชีไว้กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ด้วยวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้แต้มต่อแก่ SME อีกร้อยละ 10 ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Bidding ด้วย
  • ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจใช้สิทธิ์ข้างต้น สามารถขึ้นทะเบียนกับ สสว. ได้ที่เว็บไซต์ thaismegp.com ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME เป็นฟันเฟืองสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย เนื่องด้วยผู้ประกอบการ SME ที่มีอยู่ในปัจจุบันราว 3.1 ล้านราย สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชนกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ อีกทั้ง SME ยังเป็นแหล่งคิดค้นและผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกแรกเมื่อต้นปี 2563 จนถึงการแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการ SME ด้วย รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้ SME อยู่รอดและสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี มาตรการด้านการเงิน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ หรือการค้ำประกันสินเชื่อผ่านธนาคารออมสิน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เป็นต้น

นอกจากมาตรการช่วยเหลือระยะเร่งด่วนข้างต้นแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 หลังการระบาดระลอกแรกของโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างโอกาสในการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐให้แก่ผู้ประกอบการ SME มากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจรากหญ้าและผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงบประมาณรัฐได้ง่ายขึ้นและมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในครั้งนั้น นำไปสู่การออกกฎกระทรวงการคลังเพื่อสนับสนุนให้ SME เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการของภาครัฐได้ โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง ที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) เปิดทางให้ผู้ประกอบการ SME สามารถเข้าร่วมประกวดราคาในระบบ e-Bidding ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้ ซึ่งนโยบายนี้ นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว ยังเป็นการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับเดิมให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

ในที่สุด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 กฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ก็ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว

หากท่านเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการ SME และสนใจที่จะใช้สิทธิ์ข้างต้น ขอเชิญท่านขึ้นบัญชีผู้ประกอบการ โดยแจ้งรายละเอียดรายการสินค้าและบริการบนเว็บไซต์ www.thaismegp.com ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ สสว. ได้นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ข้อมูลและเอกสารที่ต้องใช้สำหรับการลงทะเบียนเพื่ออยู่ในระบบทะเบียน SME เพื่อการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  ประกอบด้วย

1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ

2. หลักฐานการจัดตั้งธุรกิจ ได้แก่ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล/ทะเบียนพาณิชย์ หรือหลักฐานการจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ

3. เอกสารแสดงรายได้ ได้แก่ งบการเงินปีล่าสุด แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เมื่อลงทะเบียนแล้วให้รอรับ SMS ซึ่งจะแจ้ง Username และ Password ให้ท่านลงชื่อเข้าใช้เพื่อเพิ่มรายละเอียดอื่น ๆ และรูปภาพในระบบ

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ทั้งที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล บุคคลธรรมดา หรือวิสาหกิจชุมชน สามารถมาลงทะเบียนดังกล่าวได้ แต่ที่สำคัญ คือ ต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามนิยาม SME ที่ สสว.กำหนด โดยหากอยู่ในภาคการผลิต จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทต่อปี และหากอยู่ในภาคการค้าและบริการ จะต้องมีรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อปี

ประโยชน์ของกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 กฎกระทรวงฉบับนี้จะช่วยให้ SME สามารถเข้าสู่ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ที่มีงบประมาณมากถึง 1.3 ล้านล้านบาทต่อปีได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าหรือบริการจาก SME ที่ขึ้นบัญชีไว้กับ สสว. ในวงเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่อยู่ในบัญชีรายการพัสดุ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ SME สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่จัดซื้อจัดจ้างโดยระบบ e-Bidding ต้องจัดซื้อจัดจ้างจาก SME หาก SME นั้นเสนอราคาสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เสนอราคามาต่ำที่สุดไม่เกินร้อยละ 10

ยิ่งไปกว่านั้น กฎกระทรวงฉบับนี้ ยังส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของพัสดุที่จะใช้ โดยเฉพาะงานก่อสร้าง ให้ใช้เหล็กที่ผลิตในประเทศก่อน และต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหรือปริมาณเหล็กทั้งหมดที่ใช้ ในกรณีที่ผู้เสนอราคาต่ำสุดเป็นบริษัทต่างชาติ แต่ถ้า SME เสนอราคาสูงกว่าไม่เกินร้อยละ 3 ก็ให้พิจารณาเลือกผู้ประกอบการ SME ของไทย นอกจากนี้ ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากผู้ประกอบการที่ได้ขึ้นบัญชีรายการพัสดุและรายชื่อไว้กับกรมควบคุมมลพิษด้วย

ทั้งหมดนี้ จะสร้างโอกาสให้ SME เข้มแข็งและเติบโตมากขึ้น สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบกิจการรายใหญ่ได้ รวมทั้งเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับ SME ในยามที่ต้องเผชิญความเดือดร้อนจากวิกฤตโรคโควิด-19 ด้วย

ในระยะต่อไป รัฐบาลจะเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคและล้าสมัย เพื่อสนับสนุนและเพิ่มโอกาสให้แก่ SME อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ SME ของไทยมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ในฐานะผู้เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการจ้างงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ทาง Call Centre 1301 หรือทางเว็บไซต์ https://www.sme.go.th/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *