“บลูมเบิร์ก” ยกไทย อันดับ 1 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีอนาคตทางเศรษฐกิจ จัดการโควิด-การเงินมั่นคง-พร้อมดึงนักลงทุน

เศรษฐกิจ, 7 มกราคม 2564

ใจความสำคัญ

  • ในขณะที่ไทยกำลังประสบปัญหาโรคโควิด-19 ระบาดเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับนานาประเทศทั่วโลก จนส่งผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจ แต่ไทยยังคงได้รับคำชมว่า แม้จะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ก็สามารถต้านทานวิกฤตเศรษฐกิจ และควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศในกลุ่มตลาดที่กำลังเกิดใหม่ในปี 2564 ที่นักลงทุนชาวต่างชาติให้ความสนใจ
  • ล่าสุด สำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดให้ประเทศไทยเป็นอันดับ 1 จาก 17 ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ดึงดูดใจมากที่สุด โดยใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน 11 ข้อ  พร้อมวิเคราะห์ว่า จุดเด่นของไทย คือ มีเงินทุนสำรองที่มั่นคง มีมาตรการล็อกดาวน์ที่ดี และมีศักยภาพสูงที่จะดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศ  โดยคาดการณ์ว่า ในปี 2564 ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ของไทยจะเติบโตขึ้นอีกด้วย

แม้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เหมือนกับทั่วโลก แต่ด้วยมาตรการการรับมือของรัฐที่เหมาะสม และความร่วมมือร่วมใจของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจไทยยังจัดว่าได้รับผลประทบน้อยกว่าที่เคยมีการคาดการณ์ไว้ และอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากวิกฤตในครั้งนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ผลพวงจากความสำเร็จดังกล่าว นอกจากจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organisation (WHO) แล้ว สถาบันจัดอันดับระดับโลกอีกหลายแห่ง ยังให้ความเชื่อมั่นกับประเทศไทย โดยเห็นได้จากการจัดอันดับในด้านต่าง ๆ  ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนบริษัท S&P Global Ratings (S&P) ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ในระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ประเทศไทยก็ได้รับข่าวดีอีกครั้ง เมื่อสำนักข่าว “บลูมเบิร์ก” สื่อด้านธุรกิจและการเงินชื่อดังระดับโลก เปิดเผยรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศ ในปี 2021 ว่า ประเทศใดมีความสามารถที่จะรับมือกับความท้าทายและโอกาสต่าง ๆ ได้ดีที่สุดในปี 2564 โดยใช้ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเงิน 11 ข้อ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 1 ของประเทศที่มีอนาคตเศรษฐกิจสดใสมากที่สุด ในบรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศ อันดับ 2 ได้แก่ รัสเซีย ตามมาด้วยอันดับ 3 เกาหลีใต้ อันดับ 4 ไต้หวัน และอันดับ 5 มาเลเซียในขณะที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีน กลับอยู่อันดับสุดท้ายแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GDP เติบโตที่สุด

ที่มา https://www.bloomberg.com/graphics/2020-emerging-markets-recovery-ranking/

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดอันดับประเทศไทยเป็นที่ 1 เหนือ 16 ประเทศ คือประเทศไทยมีเงินทุนสำรองที่มั่นคง และมีศักยภาพดึงดูดเงินทุนเข้าประเทศสูง และยังคาดการณ์ว่า ในปี 2564 GDP ของไทยจะเติบโตขึ้นถึง 3.9%

อย่างไรก็ดี มาตรการล็อกดาวน์ ที่เข้มข้นในช่วงแรกของการระบาด และมาตรการควบคุมการเข้าออกประเทศที่เข้มงวดของไทย แม้จะเพิ่มความปลอดภัยต่อสาธารณชน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่า อาจจะติดลบถึง 8.4 %

สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังประเมินอีกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของไทยจะเกินดุล  3.1%  นอกจากนี้ เนื่องจากไทยยังมีเงินสำรองต่างประเทศเกินดุลอยู่มาก จึงทำให้ไทยยังคงมีสถานะทางการคลังที่เข้มแข็ง และมีการลงทุนจากต่างประเทศต่อ GDP อยู่ถึง 8% ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีการลงทุนติดลบ แม้ว่าดุลงบประมาณต่อจีดีพีจะขาดดุล – 4.9% แต่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 17 ประเทศ ก็ไม่มีประเทศไหนเกินดุล ในขณะที่ไทยมีหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 41% ซึ่งถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์การมีวินัยการคลังที่ดี เมื่อเทียบกับศักยภาพทางการคลังของประเทศในการผ่อนชำระหนี้สาธารณะ และประโยชน์ในระยะยาวของการก่อหนี้ เช่น การก่อสร้างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาลไทย

ที่มา https://www.bloomberg.com/graphics/2020-emerging-markets-recovery-ranking/

รายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุด้วยว่า ในขณะที่ทั่วโลกยังคงประสบปัญหาโรคระบาด กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีความสามารถในการฟื้นตัวการสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากเงินสำรองต่างประเทศของกลุ่มประเทศนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยลบภายนอกได้ดี อย่างไรก็ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน จึงเป็นประเด็นที่จะต้องจับตามองและระมัดระวัง

นักวิเคราะห์ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก มองว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ 17 ประเทศได้เปรียบกว่าคู่แข่งประเทศอื่น ๆ เช่น 

การฟื้นตัวจาก Covid-19

ประเทศตลาดเกิดใหม่จะมีอัตราการฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ต่างกันไป โดยกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาต่ำที่สุด (least developed countries) ซึ่งอาจไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว จะฟื้นตัวได้ช้าที่สุด อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ประเมินว่า ประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดได้ดีและรวดเร็วในระยะแรก มีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ ภาคธุรกิจหลักของประเทศไม่ได้รับผลกระทบมากนัก และไม่ได้พึ่งหาเม็ดเงินและการลงทุนจากต่างประเทศมาก จะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว จึงเห็นได้ว่า ทั้งจีนและตุรกีได้กลับมามีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับเดียวกันกับช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 แล้ว ในขณะที่อินเดียก็น่าจะฟื้นฟูได้ในระดับเดิมประมาณกลางปี 2564

การฟื้นตัวหลังล็อกดาวน์

สำนักข่าวบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า เมื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ จะได้รับอานิสงส์จากการที่สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เตือนว่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีความเปราะบาง ประเทศที่มีความเสี่ยงสูง คือ ประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแรงพอ เช่น ภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณที่จะเพิ่มภาระทางการเงินให้แก่รัฐบาล ดังนั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการบริหารจัดการ

ผลจากการจัดอันดับของสำนักข่าวบลูมเบิร์กในครั้งนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ได้ว่า การรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ นานาประเทศและสื่อชั้นนำยังคงมองมาที่ประเทศไทยอย่างชื่นชม และต้องขอบคุณความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทั้งชาติ ที่ ณ วันนี้ สิ่งที่พวกเราในหลายภาคส่วนร่วมกันทำมาได้เริ่มส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตาของนักธุรกิจ และนักลงทุนชาวต่างชาติที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกด้วย

7 มกราคม 2564/ 30 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

22 เมษายน 2563/ 400 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

28 พฤศจิกายน 2563/ 420 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

10 พฤษภาคม 2563/ 203 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

1 กรกฎาคม 2563/ 260 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

15 เมษายน 2563/ 489 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

10 กันยายน 2563/ 1401 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

18 มิถุนายน 2563/ 1519 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที

9 ตุลาคม 2563/ 116 Views/ เวลาอ่าน 9 นาที

14 ตุลาคม 2563/ 35 Views/ เวลาอ่าน 12 นาที