อุโมงค์ผันน้ำยักษ์ เขื่อนแม่งัดฯ-เขื่อนแม่กวงฯ ช่วยชาวเชียงใหม่-ลำพูน ไม่ขาดแคลนน้ำ-ลดอุทกภัย

สังคม, 25 ตุลาคม 2563

ใจความสำคัญ

  • เมื่อเมืองเชียงใหม่ และลำพูนมีการขยายตัว ทั้งภาคชุมชน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรม ก็เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำ ประชาชนและเกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากความต้องการใช้นํ้าสูงกว่าปริมาณนํ้าต้นทุนในอ่างเก็บนํ้าของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา รัฐบาล คสช. จึงอนุมัติก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ผันน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธาราเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
  • อุโมงค์นี้ ถือเป็นอุโมงค์ผันน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาวถึง 47 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อผันน้ำส่วนเกินปริมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธาราใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2565 โดยคาดว่า นอกจากจะสามารถช่วยพื้นที่เกษตรได้ถึง 76,129 ไร่ ยังจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยได้อีกด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้เกิดการขยายตัวของชุมชน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ รวมถึงภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ทำให้ความต้องการใช้นํ้าสูงกว่าปริมาณนํ้าต้นทุนในอ่างเก็บนํ้าของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อน

ในที่สุด เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. เมื่อปี 2558 รัฐบาลได้ผลักดันจนโครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ผันน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล-เขื่อนแม่กวงอุดมธาราเริ่มต้นได้จริง โดยอุโมงค์ยักษ์จะทำหน้าที่ผันน้ำส่วนเกิน 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ อุโมงค์ผันน้ำดังกล่าว จะกลายเป็นอุโมงค์ผันน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เพราะมีความยาวถึง 47 กิโลเมตร ที่สำคัญจะสร้างผลประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในหลายด้าน รวมถึงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ ในหลวง รัชกาลที่ 9  ปัจจุบัน เป็นเขื่อนขนาดใหญ่อันดับที่ 2 ของ จ.เชียงใหม่ รองจากเขื่อนแม่งัด เขื่อนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ อ.ดอยสะเก็ด สร้างขึ้นเมือปี พ.ศ. 2519 สามารถเก็บกักน้ำในเขื่อนได้ประมาณ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำไหลเข้าเฉลี่ยปีละ 186 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนในการอุปโภคบริโภค และส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ 3 อำเภอ ของ จ.เชียงใหม่ และ 2 อำเภอ ของ จ.ลำพูน

(เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนขนาดใหญ่อันดับ 2 ของจ.เชียงใหม่)

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดการขยายตัวของชุมชน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน เพิ่มขึ้นทุกปี ส่งผลให้ความต้องการใช้นํ้าสูงกว่าปริมาณนํ้าต้นทุนในอ่างเก็บนํ้าของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำประมาณปีละ 137 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีแนวโน้มว่า จะขาดแคลนน้ำมากถึงปีละ 173 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ประชาชนและเกษตรกรล้วนต่างได้รับผลกระทบความเดือดร้อน ถึงขั้นเกิดความขัดแย้งในการแย่งชิงน้ำของชาวบ้านในสองจังหวัด จึงได้ส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการหาทางแก้ไข

(ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่กวงบางช่วงที่ระดับเหลือน้อย จนต้องหยุดส่งน้ำเพื่อทำการเกษตร)

เมื่อเข้าสู่ยุครัฐบาล คสช. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานเร่งรัดโครงการแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และต้องการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้ดีขึ้น เพราะประเทศมีบทเรียนจากในอดีตทั้งจากปัญหาน้ำท่วมบ้าง น้ำแล้งบ้าง มาโดยตลอด

( พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งประชุมการปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ ในสมัยรัฐบาล คสช.)

จนในที่สุด เมื่อปี 2558 ก็ได้ฤกษ์ตอกเสาเข็มโครงการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์ผันน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล-เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งอุโมงค์ยักษ์จะทำหน้าที่ส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตงในช่วงฤดูฝน ประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ลงสู่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ก่อนจะผันน้ำส่วนเกินจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณปีละ 47 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 160 ล้านลูกบาศก์เมตร ลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

(เริ่มก่อสร้างในปี 2558 ยุครัฐบาล คสช.)

โครงการก่อสร้างในครั้งนี้ ใช้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2565 แม้ปัจจุบัน จะเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ฯ 2 แต่โครงการนี้ก็ยังคงเดินหน้าแบบไร้รอยต่อ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นแม่งาน ยังคงดำเนินการเร่งรัดให้การก่อสร้างแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

อุโมงค์ผันน้ำมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร เป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำในชั้นหิน ด้วยการขุดเจาะและระเบิดอุโมงค์ สำหรับการก่อสร้างโดยได้แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ช่วง 4 สัญญา ในภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้ว 88.52 % 

เมื่อไปไล่เลียงดูความคืบหน้าในแต่ละสัญญา ณ วันนี้ จะพบว่า ขณะนี้ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง – แม่งัด แบ่งสัญญาออกเป็นสองส่วน คือ สัญญาที่ 1 ประกอบด้วย งานประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ระบายน้ำได้สูงสุด 1,473.34 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  และงานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ความยาวรวมประมาณ 13,600 เมตร มีผลการดำเนินงานสะสมประมาณร้อยละ 72 จากแผนงาน

สัญญาที่ 2 คือ งานก่อสร้างอาคารสูบน้ำออกจากอุโมงค์ลอดแม่น้ำปิง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 10 เมตร ลึก 40 เมตร อัตราการสูบน้ำ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และงานก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ รวมความยาวประมาณ 12,024 เมตร มีผลการดำเนินงานสะสมประมาณ ร้อยละ 34 ของแผนงาน

ในส่วนของอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด – แม่กวง ก็แบ่งสัญญาออกเป็นสองส่วนเช่นกัน โดยสัญญาที่ 1 ความยาวรวมประมาณ 12,500 เมตร มีผลการดำเนินงานสะสมร้อยละ 28 ของแผนงาน สัญญาที่ 2 เป็นการขุดเจาะอุโมงค์ ความยาวรวมประมาณ 10,473 เมตร มีผลการดำเนินงานสะสมร้อยละ 97 ของแผนงาน

(ความก้าวหน้าของโครงการโดยรวมทั้งหมด)

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ อุโมงค์ผันน้ำดังกล่าว จะกลายเป็นอุโมงค์ผันน้ำที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เพราะมีความยาวถึง 47 กิโลเมตร ที่สำคัญ อุโมงค์นี้จะสร้างผลประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในหลายด้าน รวมถึงช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นปีละ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจเมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูน บรรเทาปัญหาอุทกภัยทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่เชียงใหม่และลำพูน และช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูแล้งจากเดิม 17,060 ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 76,129 ไร่

(ภายในอุโมงค์ผันน้ำ ซึ่งมีความยาวมากที่สุดในประเทศไทย)

ยิ่งไปกว่านั้น อุโมงค์ผันน้ำนี้จะสามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง จำนวน 14,550 ไร่ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่แตง-แม่งัด-แม่กวง เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มเสถียรภาพการส่งน้ำช่วงฤดูฝนของพื้นที่ชลประทานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธาราจำนวนกว่า 175,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิงตอนบนได้ดียิ่งขึ้น เป็นการลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูน้ำหลาก โดยประเด็นสำคัญ คือ ช่วยสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน จากปีละ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มเป็นปีละ 50 ล้านลูกบาศก์เมตร อันจะช่วยรองรับการเจริญเติบโตในด้านต่าง ๆ ของทั้ง 2 จังหวัดได้เป็นอย่างดี

(แผนการไหลของน้ำในลุ่มน้ำปิง เมื่อโครงการก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำแล้วเสร็จ)

ในขณะเดียวกัน จะมีการนำระบบโทรมาตรและระบบเตือนภัยน้ำท่วมเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ และการเตือนภัยจากน้ำหลากล่วงหน้าได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่ได้อีกด้วย

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริ แต่ยังเป็นการเชื่อมเขื่อนทั้งสองแห่ง ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ด้วย ถือเป็นการช่วยเพิ่มเสถียรภาพการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนทั้งสองแห่ง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบนได้อย่างยั่งยืน

จากนี้ไป เหลือระยะเวลาอีกเพียง 2 ปีเศษ เท่านั้น ช่วงเวลาที่ชาวเชียงใหม่และชาวจังหวัดลำพูนรอคอยมานาน ก็จะสิ้นสุดลง เราจะได้เห็นอุโมงค์ผันนำยักษ์แห่งนี้เดินเครื่องทำงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เคยเกิดขึ้นกับประชาชนได้อย่างแน่นอน

25 ตุลาคม 2563/ 50 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

25 ธันวาคม 2563/ 44 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 221 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

26 กันยายน 2563/ 73 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

13 มิถุนายน 2563/ 115 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

15 เมษายน 2563/ 238 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

25 สิงหาคม 2563/ 184 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

17 มกราคม 2564/ 21 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

15 เมษายน 2563/ 381 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

23 กรกฎาคม 2563/ 1791 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที