8 มาตรการบริหารน้ำ แก้ภัยแล้ง-ป้องกันน้ำท่วม อย่างยั่งยืน

ใจความสำคัญ

  • พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 21 หน่วยงาน ใน 10 กระทรวง เร่งดำเนินการแบบบูรณาการเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) เพื่อแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งบรรเทาทุกข์ประชาชนทั่วประเทศ รวมดำเนินการทั้งสิ้น 16,035 โครงการ คาดว่าในปี พ.ศ. 2564 จะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนอีก 1,458 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 1,612,202 ไร่ และช่วยป้องกันน้ำท่วมได้ 3,439,016 ไร่
  • ทุกโครงการอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนของรัฐบาล โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการผันน้ำเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน การจัดหาแก้มลิงรับน้ำหลาก หรืออุโมงค์ผันน้ำ ตลอดทั้งจัดหาน้ำต้นทุน (คือ น้ำที่กักเก็บอยู่บนผิวดิน) เพื่อให้ได้กว่า 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในระยะแผน 20 ปี

หลังจากที่เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ประกาศว่า ประเทศไทยถึงการสิ้นสุดฤดูแล้งเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนทั่วประเทศต่างโล่งใจขึ้นมาได้ระดับหนึ่งเพราะพ้นภัยแล้ง แต่กลับสร้างความกังวลตามมา เพราะเมื่อเข้าฤดูฝนก็คงหนีไม่พ้นต้องเผชิญภัยกับน้ำท่วมในบางพื้นที่ดังเช่นทุกปี และบ้างก็กังวลว่า จะเกิดเหตุซ้ำรอยน้ำท่วมครั้งใหญ่ดังเช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งหนักสุดเมื่อปี 2562 ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งจังหวัดและสร้างความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท

ฤดูแล้งที่ผ่านมา จากการที่ต้องต่อสู้ในการบริหารจัดการ “น้ำน้อย” เข้าหน้าฝน ปีนี้ต้องหันมาต่อสู้กับ “น้ำมาก” แทน แต่ทั้งสองปัญหานี้  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เตรียมแผนการรับมืออย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญมากกับการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน โดยมอบหมายให้ กอนช. เร่งดำเนินการฟื้นฟูและเพิ่มศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำ รวมทั้งให้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างสอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำและปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่อย่างครอบคลุม

8 มาตรการสำคัญเพื่อรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน

กอนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำแนวทางดังกล่าวมาผนวกรวมเป็น 8 มาตรการสำคัญเพื่อรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน ตลอดทั้งได้ลงมือดำเนินการล่วงหน้าไปแล้วหลายส่วน และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามมาตรการเตรียมความพร้อมรองรับฤดูฝน ปี 2563 เพื่อดำเนินมาตรการเชิงป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ดังนี้

  1. การคาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์รายเดือนของกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในระบบ ONE MAP ร่วมกับข้อมูลทางกายภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางลำน้ำ และข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยที่หน่วยงานจัดทำไว้ อาทิ พื้นที่แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเป็นระบบ (Area Based) สถานีเฝ้าระวังน้ำท่วมในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2563 พื้นที่การเตือนภัยน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากต่อเนื่อง 5 ปี (ปี 2556 – 2560)
  2. การปรับแผนการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก เช่น ทุ่งบางระกำ มีการปรับแผนการปลูกข้าวนาปีเร็วขึ้น รวมพื้นที่ 0.265 ล้านไร่ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวทันก่อนฤดูน้ำหลาก และปรับเป็นพื้นที่รับน้ำได้จำนวน 550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
  3. การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ เพื่อกำหนดเกณฑ์การระบายน้ำตามการคาดการณ์สภาพฝนในปีนี้ให้กับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ รวมถึงขนาดกลาง ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงสถานีวัดน้ำฝน สถานีวัดน้ำท่า และสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำ สำหรับหน่วยงานใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
  4. การตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ และสถานีโทรมาตร โดยปัจจุบันมีสถานีในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมชลประทาน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) รวม 1,317 สถานี โดยได้รับการตรวจสอบซ่อมแซมเรียบร้อยเกือบทั้งหมด 100%
  5. การตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ ซึ่งจากการตรวจสอบทั่วประเทศ 625 แห่ง มีการปรับปรุงแก้ไขมิให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำแล้ว 186 แห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
  6. การสำรวจแม่น้ำคูคลอง และดำเนินการขุดลอก กำจัดผักตบชวา โดย พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับนายอำเภอในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ ให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บผักตบชวาในแหล่งน้ำด้วยเรือท้องแบนที่ได้จัดซื้อไว้แล้ว โดยขอให้ท้องถิ่นมีการจัดเก็บทุกวันอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินการกำจัดวัชพืช ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 11 พฤษภาคม 2563 ดำเนินการแล้วกว่า 2 ล้านตัน ขณะเดียวกัน ยังกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดขยะในชุมชนเมือง รวมถึงรณรงค์ขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ คลอง และท่อระบายน้ำ ที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำด้วย
  7. เตรียมความพร้อมเครื่องจักร หน่วยงานต่าง ๆ ได้ตรวจสอบเครื่องมือช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดอุทกภัยจำนวนรวม 7,661 เครื่องมือ และได้ดำเนินการบำรุงรักษาให้พร้อมสำหรับการใช้งานแล้ว
  8. สร้างการรับรู้กับประชาชน โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมถึงเครือข่ายคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์

หลังจากนี้ อุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลว่า ตามการพยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 6 เดือน มีตัวบ่งชี้ของสภาพฝนปี 2563 ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกต่อเนื่อง ตกหนักบางพื้นที่ และครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะปลายเดือน กรกฎาคม- ตุลาคม 2563 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะเกิด “พายุหมุนเขตร้อน” ฝั่งทางคาบมหาสมุทรแปซิฟิก 1-2 ลูก ซึ่งลูกแรก คาดว่าจะเกิดขึ้นในกลางเดือน สิงหาคม 2563 นี้ จากนั้นจะทิ้งช่วงระยะห่างราว 1–2 เดือน ก็จะเกิดพายุลูกที่สองตามมา

เขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ยังรองรับปริมาณน้ำฝนได้อีก

แต่ยังไม่น่าห่วง เพราะเขื่อนขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ยังมีพื้นที่ว่าง ที่จะรองรับปริมาณน้ำฝนได้อีกมาก ภาคเหนือจะมีปัญหาหนักในจังหวัดน่าน เพราะสภาพพื้นที่เป็นภูเขาหัวโล้น ทำให้น้ำป่าหลากไหลลงมาเร็ว ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีปัญหาในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะ จังหวัดนครพนม ส่วนในพื้นที่ลุ่มภาคกลาง จะเกิดปัญหาน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำเหมือนเดิม การบริหารจัดการน้ำคงไม่สามารถที่จะเอาพื้นที่ 12 ทุ่ง จำนวน 1.15 ล้านไร่ มาทำเป็นแก้มลิงเก็บน้ำ 1,500 ล้าน ลบ.ม.ได้ เนื่องจากภัยแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทานไม่สามารถส่งน้ำมาให้เกษตรกรทำนาเร็วกว่าฤดูในเดือนพฤษภาคม คงต้องปรับวิธีแก้ปัญหาต่อไป

กรุงเทพฯ พร้อมรับมือกับน้ำ

ส่วนน้ำจะหลากไหลบ่ามาท่วมถึงพื้นที่ตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาอย่างกรุงเทพฯ ได้หรือไม่นั้นทาง กอนช. ยืนยันปัญหาคงไม่หนักเท่าน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 เพราะปีนี้ได้นำจุดบกพร่องในอดีตมาแก้ไขให้เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะอุปสรรคปัญหาการระบายน้ำทำได้ช้า ในส่วนของผักตบชวา ตัวการสำคัญทำให้น้ำไหลได้ช้าลง 40% ถูกกำจัดไปแล้วกว่า 90% สิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างอื่น ถนน คอสะพาน สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ 625 แห่ง มีการแก้ไขไปแล้ว 186 แห่ง

ขณะเดียวกัน ยังมีการขุดลอกคูคลองเตรียมรับน้ำหลากไปแล้วในหลายพื้นที่ เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา มีจิตอาสามาช่วยขุดลอกท่อคูคลองไปแล้วเป็นระยะทางกว่า 3,000 กม. พร้อมมีการตรวจสอบเพื่อเตรียมความพร้อมของเครื่องสูบระบายน้ำ ที่มักจะมีปัญหาไฟดับ ไฟไม่พอ เครื่องสตาร์ทไม่ติด ซึ่งในปีนี้ได้เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาหมดแล้ว

พร้อมรับมือกับฤดูฝนด้วยโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ กรมชลประทานที่กำลังดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งโครงการผันน้ำเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน การจัดหาแก้มลิงรับน้ำหลาก หรืออุโมงค์ผันน้ำ ทั้งหมดกรมชลประทานได้มีการดำเนินการตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี เพื่อจัดหาน้ำต้นทุนเพิ่ม ให้เป็นไปตามแผนกว่า 13,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในระยะแผน 20 ปี

โดยโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ กรมชลฯ ได้วางโครงการไว้หลายโครงการ ทั้งที่กำลังก่อสร้างและอยู่ระหว่างการศึกษา เช่น โครงการผันน้ำแม่ยวม เติมเขื่อนภูมิพล ปีละ 1,800 ล้าน ลบ.ม. อยู่ระหว่างการศึกษาของฝ่ายวิชาการ โครงการอุโมงค์ผันน้ำแม่แตง-แม่งัด -แม่กวง จ.เชียงใหม่ (2559-64) อยู่ระหว่างก่อสร้าง ภาพรวมปัจจุบันมีความก้าวหน้า 42% จะเพิ่มน้ำต้นทุนในเขื่อนแม่กวงอุดมธาราได้ปีละประมาณ 160 ล้าน ลบ.ม. รองรับการใช้น้ำในอนาคตที่เพิ่มขึ้น 173 ล้านลบ.ม. ต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า สำหรับการขยายตัวของเขตเมือง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ในเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงบรรเทาอุทกภัยเมืองเชียงใหม่

สำหรับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีโครงการก่อสร้างและปรับปรุงประตูระบายในบริเวณปากแม่น้ำ ที่บรรจบแม่น้ำโขง ปัจจุบันมีการดำเนินการแล้วตั้งแต่ปากแม่น้ำเลย แม่น้ำมูล และบางจุดจะมีขุดลอกแก้มลิงธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำเพื่อกักน้ำในฤดูแล้ง เช่นเดียวกับการจัดหาพื้นที่แก้มลิงขนาดใหญ่รองรับน้ำหลาก เช่น บางระกำโมเดล จังหวัดพิษณุโลก ทางกรมชลฯ ได้มีการวางโครงการเพื่อเป็นแก้มลิงเก็บน้ำ เช่น การเตรียมทุ่งเจ้าพระยา 22 จังหวัดภาคกลางเป็นแก้มลิงธรรมชาติเพื่อบริหารน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา การขุดลอกบึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ รวมถึงการทำแก้มลิงขนาดเล็กกระจายในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล เป็นต้น

ในส่วนภาคใต้มีโครงการระบายน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยในหลายจังหวัด มีการก่อสร้างประตูระบายน้ำในปลายคลองของแต่ละโครงการเพื่อกักน้ำไว้ในฤดูแล้ง เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา และรอบทะเลสาบสงขลามีการจัดหาพื้นที่ทำแก้มลิงขนาดเล็กเพื่อกักเก็บน้ำจืด โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง โครงการบรรเทาอุทกภัยนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุ่มดวง จ.สุราษฎร์ธานี โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองส่งน้ำสายใหญ่เพื่อตัดยอดน้ำไม่ให้ผ่านเข้าเมืองเกิน 150 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งเป็นศักยภาพของแม่น้ำในช่วงผ่านตัวเมืองเพชร ล่าสุดคืบหน้ากว่า 90 %

การมองไปข้างหน้าและเตรียมความพร้อมอย่างบูรณาการ

รัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือล่วงหน้าอย่างบูรณาการ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยการเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การผันน้ำ ช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง-อุทกภัย อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ประกอบด้วยแผนงานจาก 21 หน่วยงาน ใน 10 กระทรวง จำนวน 16,035 โครงการ ทั้งนี้ เมื่อโครงการดำเนินการแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนอีก 1,458 ล้าน ลบ.ม. ในปี พ.ศ. 2564 คิดเป็นพื้นที่รับประโยชน์ 1,612,202 ไร่ และมีครัวเรือนที่จะได้รับประโยชน์ถึง 1,597,516 ครัวเรือน มีพื้นที่ได้รับการป้องกัน 3,439,016 ไร่ และพื้นที่ที่ดำเนินการป้องกันตลิ่งอีก 255 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันหลายโครงการอยู่ระหว่างการขับเคลื่อน ตามแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (2561-2580)  แก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชนอย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *