6 ข้อแนะนำ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ “เฟคนิวส์

สังคม, 15 เมษายน 2563

ใจความสำคัญ

สังคมไทยถูกทำร้ายและทำลายโดยข่าวปลอม หรือ“เฟคนิวส์”กันมานานนับปี ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องรู้เท่าทันและไม่ให้ตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อ หรือเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีอีกต่อไป อ่าน 6 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน

นับตั้งแต่สังคมไทยรู้จักการใช้สื่อออนไลน์ พฤติกรรมการบริโภคข่าวสารก็เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมาก  สื่อออนไลน์หลากหลายช่องทางถูกสร้างขึ้นมาตอบสนองความต้องการของคน เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสก็สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

เมื่อมีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสีย สื่อออนไลน์แม้เป็นเครื่องมือสื่อสารที่รวดเร็วทันสมัยทันใจ  แต่บ่อยครั้งก็พบว่าข้อมูลข่าวสารนั้นอาจคลาดเคลื่อนขาดความถูกต้องแม่นยำ เสนอไม่ครบรอบด้าน หรือจงใจบิดเบือนความจริงเพื่อหวังผลบางประการ  โดยจงใจ หรืออาจไม่ตั้งใจ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ส่งสาร สังคมไทยเรียกข้อมูลแบบนี้ว่า “ข่าวปลอม” หรือ “เฟคนิวส์

ปัจจุบันคนไทยตระหนักถึงความเสียหายเมื่อ “เฟคนิวส์” แพร่ข่าวปลอม กระจายไปอย่างรวดเร็วราวไฟลามทุ่งในโลกโซเชียลกันดี โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่ประชาชนกำลังวิตกกังวลกับไวรัสโควิด19 ที่ระบาดไปทั่วโลก เมื่อตื่นตระหนกก็ยิ่งสร้างความหวาดกลัวสับสนมากขึ้นไปอีก การแชร์ข้อมูลเท็จออกไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้เกิดการเข้าใจผิดที่อาจส่งผลถึงชีวิตได้  หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายเป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบสุขของสังคมและประเทศชาติ

แต่ใครบ้างที่ไม่เคยพลาดแชร์เฟคนิวส์? ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) พบว่า “เฟคนิวส์” จะแพร่ได้รวดเร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่าตัว ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ “ข่าวปลอมมีความน่าสนใจกว่าข่าวจริง  มีความดราม่า  ผู้คนจึงอยากแชร์เพื่อแสดงว่ารู้ก่อนใคร”  ซึ่งประเทศไทยมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เรามีบัญชี Facebook สูงถึง 54 ล้านคน LINE 42 ล้านคน Twitter อีก 12 ล้านคน ผลศึกษาของเดอะการ์เดียน พบว่าคนไทยถึง 52% เลือกเชื่อข้อมูลที่มาจากโซเซียลมีเดีย

เฟคนิวส์” จึงกลายเป็นวาระแห่งชาติของอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย แม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะตั้งหน่วยงานขึ้นมาสกัด ใช้กฎหมายลงโทษผู้ทำกระทำผิด แต่“เฟคนิวส์”ก็ยังคงแพร่ระบาดราวกับไวรัส โควิด

หากเราเป็นผู้ที่แชร์หรือส่งต่อข้อมูลข่าวสาร “เฟคนิวส์” เสียเอง  จะเกิดอะไรขึ้น?

  1. ข่าวปลอมหรือข้อมูลที่บิดเบือน อาจมีผลกระทบหรือผลเสียโดยตรงกับผู้รับข้อมูลต่อจากเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สวัสดิภาพความปลอดภัย ในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน เราคงไม่อยากเป็นสาเหตุให้คนที่เรารักต้องมาเดือดร้อนใช่ไหม
  2. เราอาจเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่สร้างความเกลียดชัง bully ทำร้ายจิตใจผู้อื่น โดยไม่มีผู้นั้นโอกาสตอบโต้ได้เลย ลองนึกดูว่าหากคนที่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมนั้น เป็นคนใกล้ชิดของเราเองจะทำอย่างไร
  3. เราอาจกำลังตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทเพจ สินค้า หรือชื่อเสียงของผู้โพสต์ รวมทั้งผู้ฝักใฝ่การเมือง ศาสนา หรือความเชื่อนอกรีต อีกนัยหนึ่งคือ อาจถูกหลอกใช้นั่นเอง
  4. เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณภาพของข่าวสารที่อยู่ในออนไลน์ลดความน่าเชื่อถือลง และในระยะยาว อาจส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้มาตรการที่อาจลดเสรีภาพในการสื่อสารเพื่อจัดระเบียบข่าวปลอมและบิดเบือน
  5. สังคมรอบตัวจะมองว่าเราเป็นคนที่ไม่รอบคอบ ไม่รอบรู้ และขาดสติปัญญา โดยเฉพาะเมื่อเขาค้นพบว่าข่าวที่แชร์ไม่เป็นความจริง

ดังนั้นเราทุกคนจึงควรสร้างภูมิคุ้มกันไว้ป้องกันตัวจาก“เฟคนิวส์” จึงควรรู้จักการสังเกต และสามารถตรวจสอบได้จากวิธีการดังต่อไปนี้

  1. ให้ดูความน่าเชื่อถือของต้นตอที่เผยแพร่ข่าว ถ้าเป็นเว็บไซต์ข่าวที่มีไม่กี่หน้า ไม่ระบุที่อยู่สำหรับติดต่อ ชื่อผู้เขียนหรือแหล่งอ้างอิง ก็อาจเป็นไปได้ว่า เป็นเว็บไซต์ที่ถูกสร้างเพื่อเผยแพร่ข่าวปลอม นอกจากนี้ตรวจตัวสะกดและภาษาที่ใช้ว่าถูกต้องหรือไม่
  2. ควรตรวจสอบดูว่ามีแหล่งข่าวอื่นที่เผยแพร่ข่าวเดียวกันหรือไม่ ถ้ามีเพียงแหล่งข่าวเดียว ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือ
  3. หากข่าวหรือข้อมูล ดูเหลือเชื่อเกินจริง จนทำให้อยากแชร์ในทันที ก็มีโอกาสสูงมากว่าเป็นเฟคนิวส์เนื่องจากอาจเป็นเจตนาที่ต้องการปลุกปั่นด้วยข่าวในลักษณะนั้นอยู่แล้ว
  4. สอบถามบนเว็บบอร์ด หรือติดต่อสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือ ให้ช่วยตรวจสอบ
  5. บ่อยครั้งที่ข่าวปลอมมักจะใส่ภาพจากข่าวเก่า เพื่อทำให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้ใช้อาจพิจารณาใช้งานบริการของ Tin Eye หรือ Google Reverse Image Search  เพื่อค้นหาว่ารูปดังกล่าวปรากฎอยู่ในข่าวเก่าหรือไม่

 

  1. ตรวจสอบโดยการนำชื่อข่าวหรือเนื้อความในข่าว มาค้นหาใน Google อาจพบเว็บไซต์แจ้งเตือนว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวปลอม หรือให้ดูวันที่เผยแพร่ข่าว ก็อาจพบว่าเป็นข่าวจริงแต่เผยแพร่นานแล้วในอดีต นอกจากนี้ สามารถหาข้อมูลย้อนหลังได้จาก https://www.antifakenewscenter.com/#report-form

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็จะช่วยให้เราเป็นคนรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของ“เฟคนิวส์” ได้ง่ายๆ อีกต่อไป

15 เมษายน 2563/ 94 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

19 มีนาคม 2563/ 131 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

15 เมษายน 2563/ 147 Views/ เวลาอ่าน 5 นาที

1 พฤษภาคม 2563/ 226 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

4 มิถุนายน 2563/ 87 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

16 มิถุนายน 2563/ 194 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที

17 กรกฎาคม 2563/ 472 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

23 กรกฎาคม 2563/ 53 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

19 พฤษภาคม 2563/ 123 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

23 พฤษภาคม 2563/ 163 Views/ เวลาอ่าน 8 นาที