4 ปี แผนแม่บทน้ำ
จัดหาน้ำเพิ่มให้กว่า
4 แสนครัวเรือน

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากต่อการแก้ปัญหาน้ำ เพราะในอดีต ไทยเผชิญกับความไม่มั่นคงของทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย น้ำท่วมซ้ำซาก ปัญหาน้ำแล้ง ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ รัฐบาลจึงได้ปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำเสียใหม่ โดยหนึ่งในแนวทางดังกล่าว คือ การจัดตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” และได้จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ซึ่งประกอบด้วยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาน้ำรวมทั้งสิ้น 6 ประการ
  • ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาน้ำที่รัฐบาลยกให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด คือ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลสามารถจัดหาน้ำ ทั้งจากแหล่งบนดินและแหล่งใต้ดินให้แก่ประชาชาชนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 แสนครัวเรือน

น้ำ คือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชนในทุกภาคส่วนของประเทศ และยังเป็นหัวใจของภาคการผลิต การบริหารจัดการน้ำจึงถือเป็นวาระสำคัญลำดับต้น ๆ ของรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลได้ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำในระดับนโยบายให้มีเอกภาพและเป็นระบบ ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานน้ำระดับชาติขึ้นเป็นการเฉพาะ คือ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ทำหน้าที่บูรณาการข้อมูลการจัดการน้ำทั้งประเทศร่วมกับหน่วยงานเดิมที่มีอยู่กว่า 30 แห่ง เพื่อให้การดำเนินงานมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในแผนงาน ทำให้การจัดการน้ำในปัจจุบันดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถสร้างระบบชลประทานใหม่ ๆ ตลอดจนพัฒนาแหล่งน้ำเดิม และจัดหาแหล่งน้ำใหม่ในทั่วทุกภาคของประเทศ

ปีที่ 4 ของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

สทนช. ได้จัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580” เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานทรัพยากรน้ำให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพ โดยแผนแม่บทดังกล่าว ประกอบด้วยยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาน้ำ 6 ด้าน ได้แก่

  1. การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค
  2. การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต
  3. การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย
  4. การจัดการคุณภาพน้ำ
  5. การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ
  6. การบริหารจัดการให้เป็นไปตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดให้ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค เป็นเรื่องเร่งด่วน และได้เร่งรัดจัดหาน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในทุกครัวเรือนในชุมชนเมือง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่ขาดแคลนแหล่งน้ำต้นทุน พัฒนาน้ำดื่มให้ได้มาตรฐานและมีราคาที่เหมาะสม รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดน้ำ

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี นับตั้งแต่แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2561 รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อจัดหาน้ำ ทั้งจากแหล่งน้ำบนดินและใต้ดินให้แก่ประชาชนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 4 แสนครัวเรือน ดังนี้

  1. แหล่งน้ำบนดิน
  2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ก่อสร้างระบบประปาในพื้นที่หมู่บ้านจำนวน 256 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้าน 3,214 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเพื่อเพิ่มเขตจ่ายน้ำในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจอีก จำนวน 556 แห่ง ครอบคลุมประชากร 62,222 ครัวเรือนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แบ่งเป็นภาคกลาง 16,245 ครัวเรือน ภาคอีสานตอนล่าง 15,980 ครัวเรือน ภาคตะวันออก 14,167 ครัวเรือน ภาคใต้ 8,321 ครัวเรือน ภาคเหนือ 7,129 ครัวเรือน และภาคใต้ชายแดน 380 ครัวเรือน

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดหาแหล่งน้ำสำรองและน้ำต้นทุนเพิ่มเติมอีก จำนวน 7 แห่ง ซึ่งมีปริมาณน้ำรวมกันถึง 5.03 ล้านลูกบาศก์เมตร และในขณะนี้ อยู่ระหว่างการปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาหมู่บ้านที่ชำรุดเสียหายอีกจำนวน 14,534 หมู่บ้าน ซึ่งจะทยอยดำเนินการซ่อมแซมระบบประปาจนครบถ้วนภายในปี 2573

    นอกจากนี้ ได้มีการจัดทำแผนระบบประปาเมืองหลักและพื้นที่เศรษฐกิจอีกจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ การก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาตะกั่วป่า จังหวัดพังงา และสาขานครพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งคาดว่า จะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากแผนดังกล่าวอีก 4,800 ครัวเรือน

  3. แหล่งน้ำใต้ดิน
  4. ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการขุดเจาะน้ำบาดาลเสร็จสิ้นแล้ว 2,138 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 0.55 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะทำการจัดสรรให้แก่ประชาชนจำนวน 319,350 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รัฐบาลได้อนุมัติงบกลาง 3 ครั้ง เพื่อจัดสรรให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเร่งดำเนินโครงการขุดเจาะน้ำบาดาลเพิ่มเติมจำนวน 839 โครงการ คิดเป็นปริมาณน้ำบาดาลรวม 41 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนถึง 127,245 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ได้รับประโยชน์จำนวน 9,340 ไร่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางให้ดำเนิน “โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน” อีก 998 แห่ง ในพื้นที่ 76 จังหวัด และศึกษาสำรวจและก่อสร้างระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่แอ่งน้ำบาดาลเจ้าพระยาตอนบนและจันทบุรี-ตราดจำนวน 530 แห่ง ตลอดจนได้จัดสรรงบประมาณให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ใช้จัดการน้ำระบบธนาคารน้ำใต้ดิน จำนวน 1,696 บ่อ และในปี 2564 ได้มีการดำเนินการเพิ่มเติมอีก 28,101 บ่อ

การดำเนินการต่าง ๆ ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อสร้างความมั่นคงทางน้ำให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลมิได้ละเลยการขับเคลื่อนงานในอีก 5 ยุทธศาสตร์ที่เหลือ โดยได้ดำเนินการทั้งหมดควบคู่กันไป โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบัน สามารถพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น 1,138 ล้าน ลูกบาศก์เมตร เพื่อสำรองไว้ให้ประชาชนใช้สอยจำนวน 2.27 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2.5 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ คิดเป็นเป็นพื้นที่ชลประทาน 1.4 ล้านไร่ โดยท่านสามารถรับข้อมูลในภาพรวมเพิ่มเติมได้จากวีดิทัศน์เรื่อง ผลงานด้านการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลภายใต้แผนแม่บทน้ำ 20 ปี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขณะลงพื้นที่ตรวจโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ คลองท่าเรือ – หัวตรุด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเดือน ก.ย. ปี 62

บทความอื่น ๆ ของ สบนร. เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่ท่านอาจสนใจ

ปี 2564 หน้าแล้งมาเยือนเร็ว รัฐบาลออก 9 มาตรการหาน้ำ-บรรเทาทุกข์

แก้ภัยแล้ง 8 จังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง

อนุมัติงบกลาง 506.67 ล้านบาท แก้ภัยแล้ง-ป้องกันน้ำท่วม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *