1 พ.ย. 2563 นำร่อง “30 บาทรักษาทุกที่” ทั่วประเทศเริ่ม 1 มกราคม 2564

ใจความสำคัญ

  • นับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป ผู้ใช้สิทธิบัตรทองในพื้นที่นำร่อง คือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สามารถไปรับบริการที่ไหนก็ได้ภายใต้หลักการ “30 บาทรักษาทุกที่” เพื่อยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยจะเร่งขยายเครือข่ายบริการปฐมภูมิ มีการเชื่อมต่อข้อมูลคลินิก หมอ ครอบครัว และผู้ป่วยเพิ่มเติม จัดทำระบบตรวจสอบสิทธิผ่านแอปพลิเคชั่น และมีระบบยืนยันตัวตนประชาชนในการขอรับบริการโดยใช้บัตรประชาชน ก่อนที่จะนำไปใช้ทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2564
  • จุดเริ่มต้นของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เกิดขึ้นจากแนวคิดริเริ่มของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์   อดีตเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก เมื่อปี 2543 ก่อนนำเสนอเป็นนโยบายต่อพรรคการเมือง จนมาเป็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และได้มีการพัฒนาปรับปรุงให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยรัฐบาลต่อมาทุกสมัยจนมาถึงรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตั้งงบประมาณไว้ถึง 91 แสนล้านบาท และจัดสรรงบประมาณให้มากขึ้นทุกปี เพื่อคงไว้ซึ่งคุณภาพการบริการ

นับตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบันรวมกว่า 17 ปี ที่คนไทย 48 ล้านคน ได้รับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งเป็นสิทธิ์สุขภาพขั้นพื้นฐานของคนไทย หลายรัฐบาลจึงมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้คนไทยอย่างต่อเนื่อง

มาในยุครัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีการปรับปรุงและเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมแก่ผู้ป่วยบัตรทองมากยิ่งขึ้น และทำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาล คสช. เพราะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ต้องการยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน รวมทั้งลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

อย่างไรก็ดี แม้ว่ารัฐบาลจะปรับปรุงและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มเติมแล้ว แต่ยังคงพบปัญหาและอุปสรรคในการที่ประชาชนจะเข้าถึงบริการทางการแพทย์ รัฐบาลจึงได้มีนโยบายปรับระบบสวัสดิการแห่งรัฐด้านสาธารณสุขเพิ่มเติมในหลายมาตรการ โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.)

บัดนี้ มีข่าวดีสำหรับประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง เมื่อบอร์ด สปสช. มีมติเห็นชอบมาตรการการคลายล็อกข้อจำกัด รวมทั้งขจัดอุปสรรคจากการใช้บริการของประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ดังนี้

1. ประชาชนสามารถรับการรักษาพยาบาลที่ใดก็ได้

โดยจะเริ่มทดลองในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมลฑลก่อน ซึ่งจากเดิมผู้ใช้สิทธิบัตรทองจะถูกจับคู่กับหน่วยบริการประจำ (คลินิก) เพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่จากนี้ไปประชาชนสามารถไปรับบริการที่ “หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น” ได้ทุกแห่ง และสามารถนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะประสานคลินิกจำนวน 500 แห่ง ให้เข้ามาเป็น“หน่วยบริการชุมชนอบอุ่น ” มาตรการข้อนี้จะเริ่ม ตังแต่วันที่ 1 พ.ย. 2563 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ สปสช. ได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบนัดหมายการเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่าน App เป๋าตัง ซึ่งจะเริ่มให้บริการในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่น เบาหวาน ความดัน และจะขยายไปในกลุ่มผู้ป่วยนอกทั้งหมดในระยะต่อไป

2. “ผู้ป่วยใน” ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวอีกต่อไป

ที่ผ่านมา หากคลินิกวินิจฉัยและส่งตัวผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพ ผู้ป่วยต้องไปรับใบส่งตัวจากคลินิกหรือโรงพยาบาลก่อน ส่งผลให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก

แต่มาตรการครั้งใหม่นี้ หากผู้ป่วยไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพแล้ว โรงพยาบาลวินิจฉัยว่าต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันที  ไม่ต้องกลับไปรับใบส่งตัวอีก เนื่องจากสปสช. จะจัดทำระบบออนไลน์เพื่อเชื่อมต่อข้อมูล ระหว่างคลินิกกับโรงพยาบาลที่มีศักยภาพเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งมาตรการนี้จะนำร่องในพื้นที่ เขตสุขภาพที่ 9 นครราชสีมา ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ตั้งแต่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป เนื่องจากเขตนี้ เป็นเขตสุขภาพที่ใหญ่มาก มีประชากรประมาณ 7.5 ล้านคน และมีความพร้อมในการดำเนินการ

3. ประชาชนแจ้งย้ายหน่วยบริการเมื่อใด รักษาที่ใหม่ได้ทันที

ในอดีตเมื่อผู้ใช้สิทธิบัตรทองขอย้ายหน่วยบริการ จะต้องรออีก 15 วัน จึงจะไปรักษาที่หน่วยบริการแห่งใหม่ได้ แต่มาตรการใหม่นี้ ผู้ป่วยไม่ต้องรอ 15 วันอีกต่อไป จะย้ายเมื่อใดก็ได้ และสามารถไปรักษาที่ใหม่ได้ทันที เช่น ประชาชนที่มีเหตุจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน ก็จะสามารถย้ายหน่วยบริการ และหากเกิดอาการเจ็บป่วย ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันที โดยมาตรการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

4. ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพและไม่แออัด

โดยที่ผ่านมา มีโรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็ง จึงเกิดปัญหาคอขวดในการเข้ารับบริการ เกิดความแออัด ประชาชนที่ป่วยด้วยโรคนี้ ต้องรอการนัดหมายที่ค่อนข้างนาน เมื่อผู้ป่วยเข้าถึงบริการรักษาล่าช้า ก็อาจทำให้มะเร็งลุกลามได้ และอาจส่งผลต่อชีวิต

แต่จากนี้ไป เมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง หน่วยบริการผู้วินิจฉัยจะส่งข้อมูลผู้ป่วยมายัง สปสช. เพื่อให้ สปสช. ประสานจัดหาโรงพยาบาลที่ไม่แออัด และมีศักยภาพในการรักษาโรคมะเร็งประเภทนั้น ๆ ได้ทันที ประชาชนก็จะได้รับบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งบริการให้ยาเคมีบำบัดที่บ้าน ตลอดจนติดตามอาการและแนะนำการกินยาผ่านระบบสื่อสารทางไกล (Telehealth) ภายใต้การดูแลจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ซึ่งมาตรการนี้คาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

หากย้อนกลับไป สิทธิประโยชน์บัตรทองที่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการฉีดวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ คัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจยีนส์ การผ่าตัดทางกล้องช่วยลดเวลาที่ต้องนอนในโรงพยาบาล เพิ่มยาป้องกันโรคเอดส์ ยารักษามะเร็ง และเพิ่มการล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องที่บ้านให้กับผู้ป่วยที่ต้องล้างไต เพิ่มบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอีก 12 รายการ รวมเป็น 24 รายการ เพิ่มสิทธิประโยชน์ยาออกทรีโอไทด์ แอซีแอต ในบัญชียา จ (2) สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคอะโครเมกาลี (Acromegaly) ที่ได้รับการผ่าตัดเนื้องอกหรือฉายแสง ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสำคัญ เช่น นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ ครอบคลุมทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องมีภาระค่ารักษาพยาบาลในช่วง 72 ชั่วโมงแรก จัดชุดแพทย์ หมอครอบครัวอัตรา 1 ชุด ต่อประชากร 3 หมื่นคนทั่วประเทศ ขยายการดูแลผู้ป่วยติดเตียง การรับยาหลังจากที่หมอให้ยาไปแล้ว สามารถไปซื้อยาได้ตามร้านขายยาที่มีเภสัชกรประจำร้าน

ในส่วนของงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี โดยตั้งแต่ปี 2558-2562 กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้งบประมาณ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึงปีละ 4.6 ขณะที่ในปี 2563 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบ ปี 2563 จำนวนกว่า 1.91 แสนล้านบาท พร้อมเพิ่มเม็ดเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากปี 2562 กว่า 6.5 พันล้านบาท เป็นงบเหมาจ่ายหัวละ 3,600 บาทสำหรับประชากรผู้มีสิทธิ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 เป็นจำนวน 173 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ

การเพิ่มสิทธิประโยชน์ และการลดอุปสรรคการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชนผู้ถือบัตรทองของรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามและความตั้งใจในการให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกกลุ่ม ทุกระดับ อย่างเท่าเทียม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *