เปิด 2 โครงการ – 1 มาตรการ ช่วย 24 ล้านคน กับ 1 แสนร้านค้า

ใจความสำคัญ

  • เข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 รัฐบาลได้ออกมาตรการมากระตุ้นกำลังซื้อ และการบริโภคภายในประเทศจำนวน 2 โครงการ 1 มาตรการ รวมทั้งปรับเงื่อนไขและขยายเวลาโครงการกำลังใจ และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจทั้งประเทศ
  • ทั้ง 2 โครงการ และ 1 มาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการในครั้งนี้ ผลประโยชน์จะตกไปถึงมือพี่น้องประชาชนกว่า 24 ล้านคน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปลายปีนี้ โดยคาดว่า จะช่วยสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 192,000 ล้านบาท ส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.54

เนื่องจากเวลานี้ทุกคนทราบกันดีว่า ทุกภาคส่วนในประเทศ ยังต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจ จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อรายได้ และชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้น ขณะนี้ ที่เรากำลังเข้าสู่ช่วงปลายปี 2563 รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้ออกมาตรการมากระตุ้นกำลังซื้อ และการบริโภคภายในประเทศจำนวน 2 โครงการ และ 1 มาตรการ รวมทั้งปรับเงื่อนไขและขยายเวลาโครงการกำลังใจ และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจทั้งประเทศ

โดยจะเริ่มทำ 2 โครงการแรก คือ โครงการคนละครึ่ง และ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 29 กันยายน 2563 ได้มีมติเห็นชอบทั้ง 2 โครงการ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง วงเงิน 51,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศและเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไปรวม 24 ล้านคน

โครงการแรก โครงการคนละครึ่ง อธิบายง่าย ๆ คือ ผู้ซื้อจ่าย 50% และรัฐจ่ายให้ 50% โครงการนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 30,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะช่วยสมทบเงินในการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” คาดว่ามีประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงจำนวน 10 ล้านคน และมีกลุ่มเป้าหมายร้านค้ารายย่อยจํานวนประมาณ 100,000 ร้าน ที่เข้าร่วมโครงการ

รายละเอียดโครงการ

– รัฐบาลสมทบการใช้จ่ายของประชาชน สูงสุดวันละ 150 บาทต่อวัน ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะใช้เงินที่รัฐให้ 3,000 บาท ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีเงิน 3,000 บาท ใส่เข้าไปในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อเป็นช่องทางในการรับและจ่ายเงิน

– ผู้มีสิทธิ์ ต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียน และมีบัตรประจําตัวประชาชน         
– เปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิ์ ลงทะเบียนร่วมโครงการ ผ่าน www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม นี้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. ซึ่งหากยังไม่เต็ม 10 ล้านคน ก็จะเปิดให้ลงทะเบียนในวันต่อ ๆ ไป จนกว่าจะครบ 10 ล้านคน

– หลังลงทะเบียน 2 วัน ผู้ลงทะเบียนจะได้รับข้อความ SMS แจ้งว่า ท่านผ่านการพิจารณาหรือไม่ หากผ่านให้โหลดแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ซึ่งรัฐบาลจะโอนเงิน 3,000 บาท ให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ

– ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปได้ รวมถึงสินค้า OTOP ต่างๆ ถูกไหมคะ (ไม่รวมล็อตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการบริการ)

– ท่านจะไม่หักสิทธิ์ หากใช้เงินไม่หมดในแต่ละวัน โดยระบบจะคืนสิทธิ์ที่ไม่ได้ใช้เข้ายอดรวมของผู้ได้รับสิทธิ์ และจะคำนวณสิทธิ์ใหม่ในเวลา 6.00 น. ของทุกวัน

– คุณสมบัติร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นร้านค้าบุคคลธรรมดา ไม่ใช่ร้านค้าที่เป็นนิติบุคคล ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่ร้านค้าแฟรนไซส์

– ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ได้เปิดให้ลงทะเบียนไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ผ่านเวปไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือ แจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย

– เริ่มให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2563  โดยใช้ได้เวลา 06.00 – 23.00 น. ของแต่ละวัน

สำหรับวิธีการลงทะเบียนของประชาชน ผ่าน www.คนละครึ่ง.com มีขั้นตอนดังนี้

1. เข้าสู่เว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com 

2. คลิกคำว่า “ลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับประชาชน”

3. เข้าสู่หน้า หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

4. ให้คลิกเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ “ข้าพเจ้าได้อ่าน และตกลงยินยอมตามรายละเอียดข้อตกลงและความยินยอมข้างต้น” จากนั้นกด “ยืนยัน”

5. เข้าสู่หน้ากรอกข้อมูล เพื่อใช้ในการลงทะเบียน โดยใช้ข้อมูลต่อไปนี้

-ชื่อ/นามสกุล
-หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน
-รหัสหลังบัตรประชาชน
-วัน/เดือน/ปีเกิด
-เบอร์โทรศัพท์มือถือที่ติดต่อได้
-อีเมล (ถ้ามี)

6. เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยให้คลิกคำว่า “ลงทะเบียน”

7. จากนั้นระบบจะให้กรอกเลข OTP ที่ส่งไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ท่านลงทะเบียนไว้ โดยเป็นหมายเลข 6 ตัว เมื่อกรอกเสร็จให้คลิก “ยืนยัน OTP”

8. เสร็จแล้วจะขึ้นข้อความว่า “ระบบได้รับข้อมูลลงทะเบียนแล้ว โปรดรอ SMS เพื่อยืนยันผลการลงทะเบียนภายใน 3 วัน” แล้วคลิกคำว่า “ตกลง” เป็นอันเสร็จการลงทะเบียน

1.
2.
3.
4.

สำหรับวิธีดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” เพื่อใช้จ่ายในโครงการนี้ สามารถดาวน์โหลด และใช้งานได้กับโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และ iOS

– สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ เข้าไปที่ Google Play Store เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับเวอร์ชั่น 4.4 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”

– ไอโฟน เข้าไปที่ App Store เพื่อดาวน์โหลดแอป (สำหรับ iOS 9.0 ขึ้นไปเท่านั้น) จากนั้นกด “ติดตั้ง” หรือ “install”

จากรายละเอียดข้อกำหนดของโครงการ เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐบาลได้ตัดสิทธิ์ ร้านค้าที่จดทะเบียนนิติบุคคล ร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากมีเป้าประสงค์ชัดเจนว่า ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ร้านขายข้าวแกง ร้านขายอาหารและเครื่องมือตามตลาดหรือตลาดนัด เพื่อกระจายรายได้ลงสู่ผู้ประกอบการรายเล็กให้ได้มากที่สุด รวมทั้งยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนทั่วไปอีกด้วย

ส่วนที่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องจำกัดการใช้เงินในแต่ละวันสูงสุดไม่เกิน 150 บาท นั้น เหตุผลที่แท้จริงก็เพื่อกระจายการใช้เม็ดเงินช่วยเหลือออกไปให้นานขึ้น เพราะไม่ต้องการให้เกิดการใช้จ่ายแบบครั้งเดียวจำนวนมาก ๆ โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่า โครงการนี้ จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบได้กว่า 9 หมื่นล้านบาท ในช่วงเวลา 3 เดือน

โครงการที่สอง คือ โครงการเพิ่มวงเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน ใช้งบประมาณ 21,000 ล้านบาท 

รายละเอียดของโครงการ

– ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เพื่อเพิ่มกำลังซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น คนละ 500 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน (ตุลาคม–ธันวาคม 2563) รวมแล้วผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินคนละ 1,500 บาท

ตัวอย่าง

กลุ่มที่ 1 รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จำนวน 3.6 ล้านคน ปัจจุบันได้ 300 บาทต่อเดือน จะได้รับ 800 บาทต่อเดือน

กลุ่มที่ 2 รายได้เกิน 30,000 บาทต่อปี จำนวน 10.3 ล้านคน ปัจจุบันได้ 200 บาทต่อเดือน จะได้รับ 700 บาทต่อเดือน

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งได้

ปิดท้ายอีก 1 มาตรการ ที่รัฐบาลได้ปล่อยออกมา โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ที่ประชุมครม. มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” โดยประชาชนสามารถนำรายจ่ายที่ไปซื้อสินค้าตามร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษีแวต) รวมกันสูงสุดไม่เกิน 3 หมื่นบาท มาหักลดหย่อนภาษีได้ 

สำหรับรายละเอียดโครงการ มีดังนี้

ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ

ประชาชนทั่วไป แต่จะต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และต้องไม่ใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ต้องเลือกโครงการใดโครงการหนึ่ง

สินค้าที่เข้าร่วมมาตรการ

– ซื้อสินค้าและบริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องมีใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มรูปแบบจากการซื้อสินค้าเป็นหลักฐาน

– ค่าซื้อสินค้าท้องถิ่น OTOP ที่ได้ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว

– ค่าซื้อหนังสือละค่าบริการหนังสือที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

สินค้าที่ไม่สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ในโครงการช้อปดีมีคืน ได้แก่

– ค่าสุรา เบียร์ และไวน์

– ค่าบุหรี่

– ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ

– ค่ารถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ

– ค่าหนังสือพิมพ์และนิตยสารและค่าบริการหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

– ค่าบริการจัดนำเที่ยว

– ค่าที่พักในโรงแรม ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้ต้องไม่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการคนละครึ่งหรือโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม -31 ธันวาคม 2563 เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีปี 2563 ใน เดือนมีนาคม 2564

จากฐานข้อมูลปี 2561 คาดว่า จะมีผู้ใช้สิทธิได้ถึง 3.7 ล้านคน จนอาจทำให้รัฐสูญรายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท แต่จะมีเงินจากการซื้อสินค้าเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.1 แสนล้านบาท และยังจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว

ปิดท้ายด้วยการที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ปรับปรุงรายละเอียดของ “โครงการกำลังใจ” และ “โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้อย่างทั่วถึง ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนี้

– อนุมัติให้เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร จำนวน 570 คน และเจ้าหน้าที่หัวหน้างานสาธารณสุขมูลฐาน และงานสุขภาพภาคประชาชนระดับจังหวัด และระดับอำเภอ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 2,615 คน ให้สามารถเข้าร่วมโครงการกำลังใจได้

– อนุมัติให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันสามารถใช้บริการโรงแรมที่พักและใช้ E-Voucher สำหรับค่าสนับสนุนอาหาร ค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยว ค่าสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในจังหวัดภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านได้

– อนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการกำลังใจ และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ไปถึงวันที่ 31 มกราคม 2564

สำหรับโครงการกำลังใจ เป็นมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เพื่อตอบแทนการทำงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล 1,200,000 คน หลังทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยรัฐบาลสนับสนุนค่าเดินทางไม่เกินคนละ 2,000 บาท ซึ่งตัวเลข ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2563 มีการเดินทางแล้ว 472,296 คน เบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 655,510,000 ล้านบาท

ส่วนโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนสำหรับที่พัก ค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน ค่าอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และสินค้า OTOP ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม – ตุลาคม 2563 วงเงิน 20,000 ล้านบาท มีการใช้สิทธิ์โรงแรมแล้วทั้งสิ้น 1,406,808 คืน เบิกจ่ายงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 1,926,800,000 บาท

ด้านนายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง ได้กล่าวเปิดเผยข้อมูลถึง 2 โครงการ และ 1 มาตรการ ที่รัฐบาลได้ออกมารอบใหม่ในครั้งนี้ ว่า ผลประโยชน์จะตกไปถึงพี่น้องประชาชนครอบคลุมกว่า 24 ล้านคน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปลายปีนี้  ให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ ส่งผลดีต่อทั้งประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจในช่วงเวลายากลำบาก ทั้งนี้รัฐบาลคาดว่า มาตรการทั้งหมด จะส่งเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 192,000 ล้านบาท ส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.54

ในขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญที่ได้มุ่งเน้นเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือ การดูแลบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ช่วยคนไทยหลายสิบล้านคน ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้ ซึ่งทั้ง 3 มาตรการ จะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศ ดึงเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เมื่อมีการใช้จ่าย ก็มีการผลิต มีการจ้างงาน  จึงทำหลายมาตรการไปพร้อมกัน และทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง”

“ขอความร่วมมือไปยังประชาชนด้วยว่า ทุกประเทศกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจทั้งหมด หลายประเทศแย่กว่าเรา ประเทศเรายังมีศักยภาพ เพราะฉะนั้นเราอย่าทำลายศักยภาพของเราเอง ด้วยเรื่องที่ไม่ควรจะทำ เมื่อความเชื่อมั่นต่าง ๆ หายไปแล้วจะทำอย่างไร ฉะนั้น ขอให้รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้มากที่สุด” นายกรัฐมนตรีทิ้งท้ายฝากถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *