ไทยกับการเป็นศูนย์กลาง
การผลิตยานยนต์
พลังงานไฟฟ้า (EV)

ใจความสำคัญ

  • ปัจจุบัน ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ Electric Vehicle (EV) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกแทนที่รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป ซึ่งปล่อยก๊าซพิษและฝุ่นอนุภาคทั้งขนาดเล็กและใหญ่สู่บรรยากาศของโลก จนเกิดทั้งมลภาวะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราและภาวะเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • มีการประเมินว่า ในอนาคตจะมีความต้องการใช้รถ EV มากถึงร้อยละ 60 ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด และโดยที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ส่งออกอยู่แล้ว รัฐบาลจึงได้ตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ของโลก โดยกำหนดให้เป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ
  • เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 บริษัท EVLOMO จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศร่วมทุนกับบริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถ EV และระบบกักเก็บพลังงาน EV ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ EV ได้ 150,000 คันต่อปี โดยตั้งโรงงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะในพื้นที่ EEC และล่าสุด มีโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการอนุมัติสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ไปแล้ว 26 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนที่จะเข้าสู่ประเทศไทยกว่า 78,099 ล้านบาท ระหว่างปี 2560 – 2562

ปัจจุบัน มีรถยนต์อยู่ประมาณ 1,200 ล้านคันทั่วโลก และคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี รถยนต์ส่วนใหญ่ยังคงใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายในด้วยน้ำมัน ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซพิษและฝุ่นอนุภาคต่าง ๆ มากมายสู่บรรยากาศของโลกมากถึง 1,730 ล้านตันต่อปี จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อุตสาหกรรมยานยนต์จึงได้ลงทุนในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงรถยนต์ EV จึงมีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยค่ายผู้ผลิตรถยนต์หลายค่ายต่างก็ได้เริ่มผลิตรถ EV ออกมาจำหน่ายแล้วทั่วโลกเมื่อปี 2562 มีการขายรถยนต์ EV ได้ 1,940,865 คัน และในปี 2563 ก็มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเป็น 3,124,793 คัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 61 ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี

อุปสงค์ต่อรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ มีนโยบายส่งเสริมและมีมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์ EV เพราะตระหนักถึงปัญหามลภาวะและภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ได้ประกาศเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นว่า ภายในปี 2573 สหรัฐฯ จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสหรัฐฯ เมื่อปี 2548 ให้ได้ถึงร้อยละ 50-52 โดยประมาณ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงการยกเลิกการใช้โรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปิโตรเลียม) ส่วนรถยนต์และรถบรรทุกก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นรถ EV มากขึ้น

ประเทศไทย โดยรัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มียุทธศาสตร์ที่จะลดการใช้รถเครื่องยนต์สันดาป และส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV ให้มากยิ่งขึ้น โดยได้มีนโยบายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ประกอบกับการที่ไทยเองก็เป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของอาเซียน รวมทั้งยังเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV เช่น แบตเตอรี่ ชิปอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว รัฐบาลจึงใช้จุดแข็งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถ EV ที่สำคัญของโลก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 ได้มีการร่วมทุนในโครงการผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างบริษัท EVLOMO ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านยานยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา กับบริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ EV ในประเทศไทย โดยทั้งสองบริษัทจะร่วมทุนกันผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ EV และระบบกักเก็บพลังงาน หรือ Battery cell production ขนาดการผลิต 8 กิกะวัตต์ (GWh) หรือ 8,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นระดับที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสูงถึง 33,000 ล้านบาท สามารถรองรับรถยนต์ EV ได้ 150,000 คันต่อปี

แผนการดำเนินโครงการนี้ระบุว่า ภายในปี 2564 การก่อสร้างโรงงานจะแล้วเสร็จและสามารถผลิตแบตเตอรี่ชุดแรกภายใน 18-24 เดือน โดยจะเริ่มการผลิตในระยะแรกที่ 1 GWh หรือ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแบตเตอรี่ที่ผลิตได้นั้น จะนำไปใช้กับรถ EV ทั้งแบบ 4 ล้อ รถบัส ยานพาหนะหนัก และรถ 2 ล้อ รวมทั้งใช้สำหรับการกักเก็บพลังงานในประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ

โครงการนี้ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการพัฒนาพลังงานสะอาดใน EEC และเพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ EV ที่ล้ำสมัยที่สุดของโลก

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้แถลงในระหว่างพิธีเปิดตัวโครงการว่า โครงการนี้จะช่วยให้เกิดการสร้างงานที่มีรายได้สูงไม่น้อยกว่า 3,000 ตำแหน่ง ไม่นับรวมตำแหน่งงานที่เชื่อมโยงอื่น ๆ อีกจำนวนมาก สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

ทั้งนี้ เมื่อนำขนาดการผลิตของโครงการนี้ไปรวมกับโครงการของบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ขนาด 1 GWh ของบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ชินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) แล้ว จะยิ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตแบตเตอรี่รวม 10 GWh หรือ 10,000 เมกะวัตต์ และก้าวขึ้นสู่การเป็นประเทศที่มีโครงการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งรถ เรือ รวมไปถึงรถไฟและอากาศยานไฟฟ้าในอนาคต

นอกจากนี้ รัฐบาลนี้ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนนโยบายรถยนต์ EV โดยได้ตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ “บอร์ด EV” ขึ้น โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานคณะกรรมการฯ พร้อมกำหนดแผน “30@30” ซึ่งเป็นการกำหนดเป้าหมายการผลิตยานยนต์ EV ในประเทศไทยไว้ที่ร้อยละ 30 ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในประเทศให้ได้ภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) โดยบอร์ด EV ได้กำหนดแผนระยะเร่งด่วน 3 ระยะ คือ ระยะแรก เป็นการมุ่งส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งประเภท 2 ล้อ 3 ล้อ และ 4 ล้อ สำหรับระยะที่สองจะเป็นการวางแผนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และระยะที่สามจะเป็นการส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่และการบริหารจัดการซากแบตเตอรี่ที่เกิดจากการใช้งานภายในประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังได้กำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมรถ EV ระยะ 1-5 ปี โดยการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้แก่การลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย

    นอกจากนี้ บอร์ด EV ยังตั้งเป้าหมายการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในประเทศไทย ดังนี้

  • – ในปี 2568 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จะผลักดันให้มีการใช้รถ EV รวมทั้งสิ้น 1,055,000 คัน และมีการผลิตรถ EV ภายในประเทศ 1,051,000 คัน
  • – ในปี 2578 หรืออีก 14 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายให้มีจำนวนผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทเพิ่มขึ้นเป็น 15,580,000 คัน พร้อมวางเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทให้มียอดการผลิตสะสมรวม 18,413,000 คัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *