ไทม์ไลน์การอนุมัติซื้อ
วัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส

ใจความสำคัญ

  • คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ให้จัดหาวัคซีนเพิ่มเติม เพื่อเป็นอีกหนึ่งวัคซีนหลักที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชนโดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และต่อมา กรมควบคุมโรคได้เซ็นสัญญาจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์จำนวน 20 ล้านโดส ภายหลังจากที่องค์การอาหารและยา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัคซีนดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564
  • วัคซีนไฟเซอร์ผลิตด้วยเทคโนโลยี mRNA ซึ่งเป็นการสังเคราะห์สารพันธุกรรมเลียนแบบเชื้อไวรัส เมื่อฉีดเข้าร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีนส่วนหนามที่เหมือนกับเชื้อโคโรนาไวรัส ร่างกายจึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันไว้ป้องกันไวรัสต่อไปได้ ปัจจุบัน องค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA อนุมัติให้ฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่บุคคลที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปเท่านั้น
  • บริษัทไฟเซอร์แจ้งว่า จะสามารถเริ่มส่งมอบวัคซีนให้ไทยได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้แจ้งด้วยว่า พร้อมจะมอบวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่รัฐบาลไทยต่างหากอีกจำนวน 1.5 ล้านโดส

เป้าหมายการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่รัฐบาลกำหนดภายในสิ้นปีนี้ คือ 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้กับประชาชนในประเทศจำนวน 50 ล้านคน อันจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศของเรา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการสูญเสียและการระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 แล้ว ยังจะช่วยให้เราสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ดังเดิมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ในจำนวนวัคซีน 100 ล้านโดสนี้ รัฐบาลได้สั่งซื้อจากบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งผลิตในประเทศไทยโดย บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด จำนวน 61 ล้านโดส โดยจะทยอยส่งมอบจนครบภายในสิ้นปีนี้ตามสัญญา และจากบริษัทซิโนแวค จำนวนไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านโดส

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีวัคซีนที่เริ่มฉีดให้กับประชาชนแล้ว 3 ยี่ห้อ โดยมีทั้งวัคซีนหลักที่ฉีดให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่ แอสตราเซเนกา ซิโนแวค ส่วนวัคซีนทางเลือก (มีค่าใช้จ่าย) ได้แก่ ซิโนฟาร์ม ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2564 มีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 13,533,717 โดส

เพื่อให้ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ครบตามเป้า 100 ล้านโดส รัฐบาลได้เร่งดำเนินการจัดหาวัคซีนอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด รัฐบาลก็ได้ข้อสรุปเรื่องการสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มเติมอีกหลายสิบล้านโดส โดยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค เซ็นสัญญาจัดซื้อวัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 20 ล้านโดส เพื่อเป็นอีกหนึ่งวัคซีนหลักที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชน รวมทั้งเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศรับมอบความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในรูปของการจัดส่งวัคซีนไฟเซอร์มายังประเทศไทยแยกต่างหากอีกจำนวน 1.5 ล้านโดส
  2. เห็นชอบการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคเพิ่มอีก จำนวน 10.9 ล้านโดส วงเงิน 6,111.412 ล้านบาท
  3. เห็นชอบสัญญาจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาเพื่อเป็นวัคซีนทางเลือก ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนต่าง ๆ จะรวบรวมยอดที่ประสงค์จะสั่งซื้อ โดยมีองค์การเภสัชกรรมเป็นหน่วยงานในการจัดซื้อ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนมีนโยบายไม่ขายให้แก่เอกชนโดยตรง แต่จะขายให้หน่วยงานรัฐเพื่อการใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นเพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องในกรณีที่ผู้ฉีดเกิดอาการข้างเคียง

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อใดเลยที่เปิดขายเชิงพาณิชย์ วัคซีนโควิด-19 ทุกยี่ห้อที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นการใช้โดยได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ และ/หรือองค์การอนามัยโลกให้มีการใช้เป็นกรณีฉุกเฉินเท่านั้น และยังไม่มีข้อมูลการศึกษาผลข้างเคียงมากพอที่จะขายในเชิงพาณิชย์ได้

สำหรับวัคซีนที่สังคมให้ความสนใจมากในขณะนี้ คือ วัคซีนชนิด mRNA โดยเฉพาะวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งมีชื่อทางการว่า BNT162b2 ผลิตโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) จากสหรัฐฯ ร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทค (BioNTech) จากเยอรมนี และได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ของไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน โดยเป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิดที่ 6 ที่ผ่านการอนุมัติโดย อย.

วัคซีนแบบ mRNA มีความแตกต่างจากวัคซีนซิโนแวคและซิโนฟาร์มซึ่งเป็นแบบเชื้อตาย และแอสตราเซเนกาที่ใช้เทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ กล่าวคือ เป็นการใช้เทคโนโลยี mRNA ซึ่งสังเคราะห์สารพันธุกรรมเลียนแบบเชื้อไวรัสขึ้นมา เมื่อถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนส่วนหนาม เหมือนกับเชื้อโคโรนาไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจนเป็นโรคโควิด-19 เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายพบโปรตีนส่วนหนามของไวรัสแล้ว ก็จะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น จนสามารถต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการผลิตวัคซีน mRNA มีข้อจำกัดเรื่องการจัดเก็บเพราะต้องเก็บในอุณหภูมิต่ำถึง ลบ 70 องศาเซลเซียส ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการขนส่งระยะไกลและการเก็บรักษา แต่ปัจจุบัน ผู้ผลิตได้ปรับปรุงวัคซีนดังกล่าวจนสามารถเก็บได้ที่ อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส และเก็บได้นานหนึ่งเดือนแล้ว

ณ วันนี้ วัคซีนไฟเซอร์ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือ FDA ให้สามารถฉีดได้ในบุคคลอายุ 12 ปีขึ้นไป และต้องฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ควรฉีดห่างจากเข็มแรก 21-28 วัน ทั้งนี้ ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้ว 12 วัน และจะทำงานเต็มที่หลังจากฉีดครบ 2 เข็ม

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุถึงประสิทธิผลของวัคซีนไฟเซอร์ ที่ประเทศต่าง ๆ ได้นำไปฉีด ว่า ที่อิสราเอล หลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดส สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 95.3 ป้องกันการป่วยที่ไม่มีอาการได้ร้อยละ 91.5 ป้องกันการป่วยที่มีอาการได้ร้อยละ 97 ป้องกันการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ร้อยละ 97.2 ป้องกันการป่วยที่มีอาการรุนแรงได้ร้อยละ 97.5 ป้องกันการเสียชีวิตได้ร้อยละ 96.7 ส่วนในสหรัฐอเมริกา พบว่า มีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อได้ร้อยละ 90 หลังได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 เป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 FDA ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเพิ่มผลข้างเคียงของวัคซีนแบบ mRNA ทั้งของไฟเซอร์และโมเดอร์นาว่า อาจก่อให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบหลังการฉีดได้ โดยพบในกลุ่มเพศชายอายุน้อยกว่า 30 ปีหลังการฉีดเข็มที่ 2 ประมาณ 1 สัปดาห์ มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ

นอกจากนี้ เมื่อดูจากสถานการณ์ล่าสุดในประเทศอิสราเอล ซึ่งใช้วัคซีนไฟเซอร์เพียงชนิดเดียวทั้งประเทศและได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชากรร้อยละ 63 แล้ว (ร้อยละ 80 ของประชากรผู้ใหญ่) พบว่า อิสราเอลกำลังประสบปัญหายอดการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา จึงเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติให้มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง

สำหรับคำถามที่ว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่สั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์มาตั้งแต่ต้น นั้น ข้อเท็จจริง คือ ในช่วงแรก วัคซีนไฟเซอร์ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับอุณหภูมิในการเก็บรักษา ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในการขนส่งระยะไกลและเก็บรักษาโดยเฉพาะในเมืองร้อนเช่นประเทศไทย นอกจากนี้ ในระยะแรกของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หลายประเทศในยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกามีการระบาดหนักกว่าไทยหลายเท่าตัว โดยในขณะนั้นมีการติดเชื้อวันละเป็นหลายหมื่นคน จึงไม่แปลกที่ในขณะนั้นบริษัทไฟเซอร์จะเน้นการผลิตเพื่อใช้ในสหรัฐฯ และยุโรปเป็นหลัก ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้มีข้อกำหนดให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนในสหรัฐฯ ต้องส่งมอบวัคซีนตามจำนวนที่รัฐบาลสหรัฐสั่งซื้อเป็นจำนวนประมาณ 300 ล้านโดสให้ได้ทั้งหมดเสียก่อนจึงจะสามารถส่งออกได้ ทำให้วัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาที่ผลิตในสหรัฐฯ ไม่มีการส่งออกไปประเทศใดเลยจนกระทั่งเดือนเมษายน 2564 จึงมีการส่งออกไปต่างประเทศได้ โดยก่อนหน้านั้น วัคซีนไฟเซอร์และโมเดอร์นาที่ใช้กันทั่วโลกเป็นวัคซีนที่ผลิตในยุโรป ด้วยเหตุนี้เอง จำนวนวัคซีน mRNA ที่บริษัทสามารถขายให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชีย จึงมีจำนวนจำกัดมากในช่วงที่ผ่านมา

ต่อมา เมื่อรัฐบาลเห็นชอบให้สั่งซื้อ ก็มีข้อครหาตามมาอีกว่า เป็นเพราะถูกประชาชนกดดันหนัก แต่ข้อเท็จจริง คือ วัคซีนไฟเซอร์อยู่ในแผนการจัดหาของรัฐบาลมาตั้งแต่ก่อนที่จะมีการระบาดระลอกที่ 3 เสียอีก คือ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2564 ไทม์ไลน์ในการเจรจาสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์ มีดังนี้

  • ก่อนเดือนเมษายน 2564 กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้เจรจากับบริษัทผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายวัคซีนไฟเซอร์มาโดยตลอด
  • วันที่ 16 เมษายน 2564 ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หรือ ศบค. มีมติให้กระทรวงสาธารณสุขเร่งสรุปผลการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์
  • วันที่ 20 เมษายน 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบมติการเร่งจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ ตามที่ ศบค. เสนอ
  • วันที่ 29 เมษายน 2564 กระทรวงสาธารณสุขและบริษัทไฟเซอร์ลงนามในสัญญาการเก็บรักษาความลับระหว่างกัน (Confidential Disclosure Agreement)
  • วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 กรมควบคุมโรคส่งร่างข้อตกลงผูกพันในการจองวัคซีนให้สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะทนายของรัฐ พิจารณา
  • วันที่ 25 พฤษภาคม 2564 กรมควบคุมโรคส่งร่างข้อตกลงผูกพันในการจองวัคซีนที่เจรจาเพิ่มเติมกับบริษัทไฟเซอร์ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา
  • วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 สำนักงานอัยการสูงสุดแจ้งผลการพิจารณาร่างข้อตกลงการจองซื้อวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งเป็นการจัดซื้อตามนโยบายของรัฐบาล
  • วันที่ 10 มิถุนายน 2564 กรมควบคุมโรคและบริษัทไฟเซอร์ร่วมลงนามในข้อตกลงการจองซื้อวัคซีน
  • วันที่ 11 มิถุนายน 2564 บริษัทไฟเซอร์ยื่นขอขึ้นทะเบียนวัคซีนต่อคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • วันที่ 24 มิถุนายน 2564 อย. ขึ้นทะเบียนรับรองวัคซีนไฟเซอร์
  • วันที่ 26 มิถุนายน 2564 บริษัทไฟเซอร์ส่งร่างความตกลงการผลิตและการจัดหาวัคซีนให้ฝ่ายไทยพิจารณา
  • วันที่ 28 มิถุนายน 2564 กรมควบคุมโรค ส่งร่างความตกลงการผลิตและการจัดหาวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์ให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณา
  • วันที่ 5 กรกฎาคม 2564 สำนักงานอัยการสูงสุดส่งร่างความตกลงการผลิตและการจัดหาวัคซีนที่พิจารณาแล้วกลับให้กรมควบคุมโรค
  • วันที่ 6 กรกฎาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุขเสนอร่างความตกลงดังกล่าวให้ ครม. พิจารณา ซึ่ง ครม. มีมติให้ความเห็นชอบในหลักการให้ลงนามในความตกลงดังกล่าวได้ แต่ให้กระทรวงสาธารณสุขไปเจรจาในรายละเอียดเพิ่มเติมให้รอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด

ขณะนี้ กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างรอลงนามความตกลงเพื่อจัดซื้อวัคซีนดังกล่าว

จากไทม์ไลน์จะเห็นได้ว่า รัฐบาลได้ดำเนินการเจรจาจัดหาวัคซีนไฟเซอร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละขั้นตอนผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ทางบริษัทไฟเซอร์ได้แจ้งในเบื้องต้นว่า น่าจะสามารถเริ่มส่งมอบวัคซีนให้ไทยได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีของปีนี้ (เดือนตุลาคม – ธันวาคม) แต่ยังไม่สามารถระบุวันได้

อย่างไรก็ดี ในระหว่างนี้ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีแถลงการณ์ว่าจะมอบวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประเทศต่าง ๆ เพื่อระงับการแพร่ระบาด ซึ่งรวมถึงไทยด้วย และต่อมา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ศกนี้ กรมควบคุมโรคได้ลงนามการรับบริจาควัคซีนไฟเซอร์ในจำนวนดังกล่าวกับกระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์ของสหรัฐฯ แล้ว สำหรับวัคซีนไฟเซอร์ที่จะได้รับบริจาคจากรัฐบาลสหรัฐฯ นี้ ศบค. ได้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้วว่า ควรจะนำมาฉีดเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะฉีดให้คนที่มีความเสี่ยงในกลุ่มโรคต่าง ๆ เป็นลำดับต่อไป

ทั้งนี้ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ยืนยันว่า “วัคซีนทุกตัวที่เราเอามาใช้นั้นมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ จะเห็นคนพูดว่าวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เป็นความจริง วัคซีนทุกชนิดสามารถลดการป่วยหนัก ลดการนอนโรงพยาบาล ลดการใช้ไอซียู และยังป้องกันการเสียชีวิตได้เกือบร้อยละ 90”

#ประเทศไทยต้องชนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *