โรงไฟฟ้าชุมชน
นำร่อง 43 แห่ง
โอกาส
สร้างรายได้
ของชุมชน

ใจความสำคัญ

  • โรงงานไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนได้มีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามศักยภาพเชื้อเพลิงในพื้นที่ และเป็นการช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มจากการขายพืชพลังงานในราคาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพิ่มการจ้างงานในโรงงาน และส่วนแบ่งการขายไฟฟ้าเป็นเวลา 20 ปี อีกทั้งยังส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนตามวาระแห่งชาติ BCG Model เป็นแรงจูงใจให้เกิดการลดการเผาในภาคเกษตรซึ่งจะช่วยลดมลพิษทางอากาศ และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • โครงการนี้เริ่มดำเนินการในระยะนำร่องแล้ว โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ได้มีการคัดเลือกผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง จำนวน 43 ราย ทั่วประเทศ
  • อย่างไรก็ดี บทบาทและส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนในโครงการนำร่อง และการขยายจำนวนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้นโดยมีประชาชนระดับฐานรากร่วมกันเป็นเจ้าของ จะเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญของความสำเร็จในโครงการนี้อย่างแท้จริง

โรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก หรือที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “โรงไฟฟ้าชุมชน” เป็นโครงการตามแนวนโยบายด้านพลังงานที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ปี พ.ศ.2561-2580 ที่หนึ่งในนโยบายที่มีการระบุไว้อย่างชัดเจน คือ นโยบาย “Energy for All” ซึ่งหมายถึงการนำพลังงานเข้าไปหมุนระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยเริ่มต้นจากฐานราก และเมื่อเศรษฐกิจฐานรากได้ถูกขับเคลื่อนแล้ว ก็จะเป็นการยกฐานของประเทศขึ้นไปทั้งระบบ เป็นการช่วยหนุนให้ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปได้ ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของปัจจัยจากภายนอก ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวยังสอดรับกับวาระแห่งชาติในด้านอื่น ๆ ที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ด้วย อาทิ วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจชีวภาพ หมุนเวียน และสีเขียว หรือ BCG Model และการลดการเผาในภาคเกษตรซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมวาระแห่งชาติในด้านการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศ รวมทั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติอีกด้วย

โรงไฟฟ้าชุมชน เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนขนาดเล็กที่กระจายไปยังชุมชนเกษตรในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่ง คือ เพื่อเป็นกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนนั้น ๆ เพราะภาครัฐได้กำหนดเงื่อนไขให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงงานไฟฟ้า โดยนอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานแล้ว คนในชุมชนยังจะได้รับส่วนแบ่งผลประกอบการและประโยชน์จากการสร้างงานใหม่ ๆ รวมทั้งมีรายได้เพิ่มจากการขายวัสดุทางการเกษตรให้แก่โรงงานไฟฟ้าดังกล่าวด้วย

โรงไฟฟ้าชุมชนเดินหน้านำร่องอย่างเป็นรูปธรรม 43 แห่งทั่วประเทศ

ปัจจุบัน โครงการนี้ได้เริ่มดำเนินการในระยะนำร่องแล้ว โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนนำร่อง จำนวน 43 ราย จากจำนวนผู้สมัครที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติทั้งสิ้น 169 ราย

โรงไฟฟ้าที่ผ่านการคัดเลือกจาก กกพ. 43 รายนี้ กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยอยู่ในภาคอีสาน 13 แห่ง ภาคเหนือ 11 แห่ง ภาคใต้ 9 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง และภาคตะวันตก 3 แห่ง โรงไฟฟ้าชุมชนที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจะผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. จำนวนรวม 149.50 เมกะวัตต์ ในราคาเฉลี่ย 3.1831 บาทต่อหน่วย จำแนกตามประเภทวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้า ดังนี้

  1. โรงไฟฟ้าชุมชนประเภทชีวมวล จำนวน 16 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 75.00 เมกะวัตต์ ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 2.7972 บาทต่อหน่วย โรงงานประเภทนี้จะผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลที่ได้จากพืชพลังงาน เช่น ยูคาลิปตัส กระถินยักษ์ ไผ่ หญ้าเนเปียร์ ต้นและซังข้าวโพด ฯลฯ
  2. โรงไฟฟ้าชุมชนประเภทก๊าซชีวภาพ จำนวน 27 ราย ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายรวม 74.50 เมกะวัตต์ ค่าไฟฟ้าเสนอขายเฉลี่ย 3.5717 บาทต่อหน่วย โรงงานประเภทนี้จะผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพที่ได้จากวัสดุพืชพลังงาน เช่น เศษยางพารา ใบและลำต้นของข้าวโพด เหง้ามัน ฟางข้าว ฯลฯ รวมทั้งจากของเสียต่าง ๆ อาทิ น้ำเสียจากอุตสาหกรรมยางพารา น้ำเสียจากอุตสาหกรรมกระดาษ เป็นต้น

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน

โดยต่อจากนี้ ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจะดำเนินการด้านสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟภ. ภายใน 120 วันหลังจากการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก และมีกําหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายใน 36 เดือนนับจากวันลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือภายในวันที่ 21 มกราคม 2568 โดยหลังจากนั้น กฟภ. จะรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชุมชนเป็นเวลา 20 ปี

โรงไฟฟ้าชุมชน สร้างรายได้ให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างไร

หัวใจสำคัญของโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก คือ การกำหนดเงื่อนไขให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม โดยชุมชนจะได้รับผลประโยชน์ทางตรง ดังนี้

1. รายได้จากผลประกอบการ โรงไฟฟ้าต้องจัดทำข้อตกลงที่แสดงว่าโรงไฟฟ้าจะร่วมทุนกับ “วิสาหกิจชุมชน” หรือ “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน” ตามกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจชุมชน โดยเป็นการถือหุ้นบุริมสิทธิ์ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทนี้ แม้จะไม่มีส่วนในการออกความเห็นด้านบริหาร แต่จะได้รับส่วนแบ่งผลประกอบการสม่ำเสมอและจะได้รับการชำระทุนคืนก่อนในกรณีที่ปิดกิจการ นอกจากนี้ ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนอีกจำนวนหนึ่งผ่านกองทุนที่จะจัดตั้งขึ้นไว้รองรับ ๒ กองทุนเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน และสวัสดิการสังคม เช่น ด้านการสาธารณสุข ด้านสาธารณูปโภค ด้านการศึกษา เป็นต้น

2. รายได้จากการขายเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าในราคาที่ตกลงล่วงหน้า โดยโรงไฟฟ้าจะต้องจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าอย่างน้อยร้อยละ 80 จากวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หรือเกษตรกรในบริเวณใกล้เคียง โดยโรงไฟฟ้าจะต้องทำสัญญารับซื้อเชื้อเพลิงในราคาประกันจากวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบระบบเกษตรพันธสัญญา หรือ Contract Farming นอกจากนี้ ในสัญญาจะต้องระบุปริมาณ ระยะเวลา คุณสมบัติ และราคารับซื้อเชื้อเพลิงพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวได้ล่วงหน้าและช่วยลดปัญหาที่เกษตรกรไทยมักจะประสบ คือ ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร

3. รายได้จากโอกาสทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ การจ้างงานในโรงไฟฟ้า ค่าเช่าที่ดินเพื่อทำการเพาะปลูก และความมั่นคงทางพลังงาน เพราะชุมชนจะได้ประโยชน์จากระบบจ่ายไฟขนาดเล็ก (ไมโครกริด) ในชุมชน เป็นต้น

ส่วนร่วมของชุมชนอย่างมีความหมายคือเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จของโครงการ

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ได้ประเมินผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและการจ้างงานจากโรงไฟฟ้าชุมชนว่า จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 27,000 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าก่อสร้าง 13,000 ล้านบาท และค่าดำเนินการ และบำรุงรักษาตลอด 20 ปี 14,000 ล้านบาท เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายเชื้อเพลิงในระยะเวลา 20 ปี คิดเป็นเงิน 51,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 24,000 อัตรา*

ในระยะยาว โครงการนี้จะทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ อันน่าจะช่วยลดการย้ายถิ่นฐานของแรงงาน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และการมีระบบไฟฟ้าขนาดเล็กในพื้นที่ ยังจะช่วยลดภาระการลงทุนของภาครัฐในการสร้างระบบส่ง และระบบจำหน่ายไฟฟ้าอีกด้วย

โครงการนี้จะสามารถกระจายผลประโยชน์ไปสู่เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้ตามการคาดการณ์มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ชุมชนในพื้นที่โรงไฟฟ้านำร่องจะมีความพร้อมในการมีส่วนร่วมในโครงการไฟฟ้าชุมชนและใช้ประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่วันนี้มากน้อยเพียงใด โดยภาครัฐได้ปูทางไว้แล้วเบื้องต้นทั้งในเรื่องการจัดตั้งและมีส่วนร่วมในวิสาหกิจชุมชุน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งนอกจากจะเป็นกลไกที่ทำให้ชาวบ้านสามารถรับประโยชน์จากโรงไฟฟ้าชุมชนโดยตรงแล้ว ยังสร้างแต้มต่อให้กับสมาชิกในด้านอื่น ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ เกษตรกรอาจเริ่มวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับโอกาสในการขายผลผลิตและวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร โดยใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชัน Agri Map และมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่สนับสนุนเกษตรกรที่ไม่ใช้การเผาในกระบวนการผลิต ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับจากการขายผลิตผลที่ไม่เผาไฟ และจากการขายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้กับโรงไฟฟ้าชุมชน แทนที่จะเผาทิ้ง เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรเพิ่มผลตอบแทนต่อไร่ได้สูงที่สุดตามศักยภาพของพื้นที่เพาะปลูกและบริบทใหม่ของโรงไฟฟ้าชุมชนต่อไป

ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าชุมชนเพิ่มเติมได้ที่

https://www.erc.or.th/ERCWeb2/Front/News/NewsDetail.aspx?rid=86277&muid=36&prid= หรือโทร 1204

*https://www.thaipost.net/main/detail/112617

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *