เร่งพัฒนาสนามบิน
ทั่วประเทศ
สู่การเป็นศูนย์กลาง
คมนาคมอาเซียน

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลมีเป้าหมายจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมของอาเซียน โดยเฉพาะทางอากาศ แต่ที่ผ่านมา สนามบินต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ประสบกับปัญหาการจราจรทางอากาศหนาแน่น และแออัด ทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวกสบาย รัฐบาลจึงได้เร่งปรับปรุงพัฒนาสนามบินที่มีอยู่เดิม และสร้างสนามบินใหม่เพิ่ม เพื่อรองรับการเดินทางและขนส่งทั้งในและระหว่างประเทศ อีกทั้งเพื่อเป็นการใช้เงินงบประมาณของภาครัฐในการช่วยกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่น
  • เมื่อสถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้การจราจรทางอากาศเบาบางลงมาก จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบการบริหารจัดการสนามบินในประเทศไทย ได้แก่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม จะได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายพื้นที่การใช้งานของสนามบินนานาชาติรวมทั้งสิ้น 3 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินอู่ตะเภา และสนามบินต่าง ๆ ในภูมิภาค ให้พร้อมรับการเดินทางท่องเที่ยวและขนส่งทางอากาศเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

ในระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมของอาเซียน จึงได้เร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาปรับปรุงทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ราง น้ำ หรือทางอากาศ

ก่อนที่เชื้อโควิด-19 จะแพร่ระบาดนั้น ในภาพรวม สนามบินต่าง ๆ ของประเทศไทยก็ประสบปัญหาความแออัดแล้ว ทั้งในส่วนของอาคารรองรับผู้โดยสาร และการจราจรทางอากาศ สนามบินในต่างจังหวัดหลายแห่งก็มีความทรุดโทรม เนื่องจากไม่ได้ซ่อมแซมปรับปรุงมาเป็นเวลานาน อีกทั้งยังไม่มีการสร้างสนามบินใหม่ในหลายจังหวัดทั้ง ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอเพื่อรองรับและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้

รัฐบาลจึงมุ่งพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศ เพื่อช่วยรองรับและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว และการขนส่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงสนามบินหลัก และสนามบินภูมิภาค ดังนี้

ขยายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลดความแออัด พร้อมเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคอาเซียน

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือสนามบินสุวรรณภูมิ มีความสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี แต่พบว่า ในระยะก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 มีผู้โดยสารใช้บริการสนามบินนี้มากถึง 65 ล้านคนต่อปี ทำให้ประสบปัญหาความแออัด ทั้งการขึ้นลงของเครื่องบิน ภายในอาคารผู้โดยสาร และการจราจรภาคพื้นดินภายในสนามบิน ด้วยเหตุนี้ ทอท. จึงมีแผนการขยายสนามบินสุวรรณภูมิดังนี้

  1. ก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหลังรองที่ 1 (Satellite 1) ซึ่งมีหลุมจอดเครื่องบินประชิดอาคารเพิ่มอีก 28 หลุม จากเดิมที่มีอยู่ 51 หลุม จะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2565 รวมถึงก่อสร้างรันเวย์ที่ 3 ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2566
  2. ก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักหลังที่ 1 ด้านทิศตะวันออก (East Expansion) รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย 66,000 ตารางเมตร โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายน 2565 และจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2567
  3. ก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ (North Expansion) เพื่อรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปีและขยายให้รองรับได้เพิ่มอีกถึง 40 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 41,260 ล้านบาท โดยจะเพิ่มพื้นที่ใช้สอย 348,000 ตารางเมตร จะเริ่มก่อสร้างในเดือนมกราคม 2566 และจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568
  4. ก่อสร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันตก (West Expansion) รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาท เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย 66,000 ตารางเมตร โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างรอผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการ

เมื่อการก่อสร้างส่วนต่อขยาย ทั้งด้านตะวันออก ตะวันตก และทิศเหนือ แล้วเสร็จ จะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 120 ล้านคนต่อปี

อาคารเทียบเครื่องบินหลังรองที่ 1 (Satellite 1) สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมเปิดให้บริการในปี 2565

การพัฒนาสนามบินดอนเมือง เฟส 3

มีเป้าหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของผู้โดยสายเที่ยวบินภายในประเทศ โดยแผนการพัฒนาสนามบินดอนเมืองระยะที่ 3 มีวงเงินลงทุนประมาณ 42,200 ล้านบาท กำหนดแผนการดำเนินการไว้ ดังนี้

  1. ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 พื้นที่ 155,000 ตารางเมตร เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 18 ล้านคนต่อปี โดยเน้นผู้โดยสารระหว่างประเทศเป็นหลัก
  2. เพิ่มหลุมจอดเครื่องบิน 12 หลุมจอดทางด้านเหนือ ขณะนี้ออกแบบโครงการเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างร่างขอบเขตการดำเนินโครงการ (TOR) โดยคาดว่า จะออกประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุนได้เร็ว ๆ นี้
  3. โครงการอาคาร JUNCTION BUILDING เพื่อเป็นพื้นที่ร้านค้าและร้านอาหาร
  4. งานก่อสร้างระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ หรือ APM ช่วงอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 ถึงที่จอดรถด้านใต้

อาคารผู้โดยสารแห่งที่ 3 พร้อมเปิดให้บริการในปี 2568

การปรับปรุงสนามบินดอนเมือง

ทั้งนี้ ทอท. ได้เร่งรัดงานก่อสร้างให้เสร็จเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่จะแล้วเสร็จในปี 2568-2569 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567 เพื่อให้พร้อมรองรับการฟื้นตัวของธุรกิจการบินและการท่องเที่ยวหลังสถานการณ์โควิด-19 การยกระดับสนามบินอู่ตะเภา ระยอง-พัทยา เป็นสนามบินนานาชาติหลักแห่งที่ 3 เพื่อสนับสนุนพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

สำหรับสนามบินอู่ตะเภาระยอง-พัทยา ได้มีการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 เสร็จแล้วและเปิดให้บริการไปเมื่อปลายปี 2562 โดยอาคารพักผู้โดยสารหลังที่ 2 สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 3-5 ล้านคนต่อปี และจะให้บริการได้เต็มศักยภาพในปี 2570 ซึ่งมีประมาณการไว้ว่า จะมีผู้โดยสารมากกว่า 5 ล้านคนต่อปี และรัฐบาลมีแผนจะเชื่อมโยงการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้า ระหว่างสนามบินอู่ตะเภา สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิด้วยรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินด้วย

สนามบินเบตง จังหวัดยะลา

ปัจจุบัน ก่อสร้างเสร็จแล้ว และพร้อมเปิดใช้งานเมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย สนามบินเบตงมีทางวิ่งอากาศยาน หรือรันเวย์ ยาว 2,100 เมตร สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ อย่างแอร์บัส เอ 320 และโบอิง 737 ได้ มีอาคารที่พักผู้โดยสารซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 300 คนต่อชั่วโมง หรือ 300,000 คนต่อปี (ท่านสามารถอ่านรายละเอียดของสนามบินเบตง เพิ่มเติมได้ ที่นี่)

สนามบินนานาชาติกระบี่

เป็นหนึ่งในสนามบินสำคัญของประเทศและของภาคใต้ รองจากสนามบินภูเก็ตและหาดใหญ่ ก่อนเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด มีชาวไทยและชาวต่างชาติมาใช้บริการสนามบินแห่งนี้เฉลี่ยประมาณ 4 ล้านคนต่อปี และเป็นสนามบินในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่สร้างรายได้สูงสุด

ขณะนี้ กรมท่าอากาศยานกำลังปรับปรุงสนามบินนานาชาติกระบี่ โดยมีการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังที่ 3 พร้อมปรับปรุงอาคารหลังที่ 1 และ 2 เพื่อให้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 1,500 คนต่อชั่วโมง เป็น 3,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 8 ล้านคนต่อปี

นอกจากนั้น ยังได้มีการก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์ 2,000 คัน และก่อสร้างลานจอดเครื่องบินพร้อมระบบไฟฟ้าสนามบิน เมื่อแล้วเสร็จสามารถรองรับเครื่องบินโบอิ้ง 737 จากเดิม 10 ลำ เป็น 40 ลำในเวลาเดียวกัน

ปัจจุบัน การก่อสร้างทั้งหมดมีความคืบหน้าไปแล้วอย่างมาก โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารผู้โดยสายหลังที่ 3 และการปรับปรุงอาคารหลังเดิม ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดใช้งานในเดือนตุลาคม 2564

สนามบินนานาชาติกระบี่

การขยายสนามบินนานาชาติแม่สอด จังหวัดตาก

เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 1.7 ล้านคนต่อปี โดยก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ พร้อมอาคารประกอบ มีพื้นที่ขนาด 12,000 ตารางเมตร ก่อสร้างทางขับ ลานจอดอากาศยานและเสริมผิวทางวิ่งเดิม ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขณะนี้ เหลือเพียงการก่อสร้างต่อเติมความยาวและขยายรันเวย์ เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เช่น B 737 หรือ A 320 คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

การปรับปรุงและต่อเติมสนามบินแม่สอด มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวเมืองชายแดน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับเวียดนาม เมียนมา และจีน

สนามบินนานาชาติแม่สอด จ. ตาก

การพัฒนาสนามบินขอนแก่น

ที่สนามบินขอนแก่น กรมท่าอากาศยานมีโครงการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ให้มีพื้นที่ใช้สอย 28,000 ตารางเมตร และมีโครงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารหลังเดิม การก่อสร้างอาคารจอดรถยนต์หลังใหม่ 7 ชั้น และการปรับปรุงอาคารจอดรถยนต์หลังเดิม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากเดิม 1,000 คน ต่อชั่วโมง เป็น 2,000 คนต่อชั่วโมง หรือ 5 ล้านคนต่อปี ขณะที่อาคารจอดรถยนต์เดิม 5 ชั้น สามารถรองรับรถยนต์ได้ 450 คัน เมื่อเพิ่มอาคารจอดรถยนต์หลังใหม่อีก จะจอดเพิ่มได้อีก 552 คัน รวมเป็น 1,002 คัน

ในชั้นนี้ คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในเดือนสิงหาคมศกนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการขยายลานจอดอากาศยาน เพื่อให้รองรับเครื่องบินขนาด B 737 จำนวน 11 ลำได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วย

สนามบินนานาชาติขอนแก่น

การปรับปรุงสนามบินขอนแก่น

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ เพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมของภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ การสร้างและปรับปรุงสนามบินต่าง ๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เป็นการกระจายเม็ดเงินจากเมืองหลักสู่เมืองรอง และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวแล้ว ยังจะช่วยให้การขนส่งสินค้าในยุคของจับจ่ายใช้สอยออนไลน์เป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว เป็นการขยายความเจริญไปยังพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ของไทยให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้นด้วย

#มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

#ชีวิตวิถีใหม่ ประเทศไทยต้องดีกว่าเดิม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *