ส่งออกสูงสุด
ในรอบ 11 ปี
ตลาดใหม่ที่ไหนบ้าง
ที่ควรรู้

ใจความสำคัญ

  • การส่งออกของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2564 มีมูลค่า 23,699 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 43.82 ทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี 1 เดือน
  • ตัวเลขการส่งออกดังกล่าว นอกจากเป็นผลจากปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนการบริหารจัดการด้านการส่งออกของรัฐบาล และการทำงานร่วมกับภาคเอกชนไทย ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

การส่งออกสินค้าและบริการเป็นแหล่งรายได้สำคัญของไทย อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ปี พ.ศ. 2563 เป็นปีที่การส่งออกไทยซบเซาเป็นอย่างมาก โดยการส่งออกตลอดทั้งปีลดลง คือ ติดลบร้อยละ 6 อันเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรง ทำให้ความต้องการของประเทศต่าง ๆ ที่มีต่อสินค้าไทยลดลงตามไปด้วย

เพื่อเร่งรัดช่วยเหลือผู้ประกอบการในภาคส่งออกในรอบปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงได้ส่งเสริมให้มีการเร่งดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการส่งออกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตไทย ไปจนถึงปลายน้ำ คือ การทำการตลาดในต่างประเทศ

ในการสนับสนุนภาคการผลิตต้นน้ำ รัฐบาลได้มีความริเริ่มเชิงนโยบายและกฎระเบียบใหม่ ๆ ตลอดจนให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมภาคการผลิตในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ การส่งเสริมการบริหารจัดการของภาคเกษตร เช่น การจัดตั้งการยางแห่งประเทศไทย การแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินทำกิน และการสนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกของเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการเข้าถึงเงินทุนและพัฒนาศักยภาพของ SMEs ไทย รวมทั้งการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตและส่งออก เช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งส่งเสริมการส่งออกสินค้าทั้งในภาคอุตสากรรมแห่งอนาคตและภาคการเกษตร เป็นต้น

และแม้แต่ในส่วนของการดำเนินการปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ร่วมกับภาคเอกชนในการดำเนินการเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการส่งออกของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้มุ่งเน้นการทำงานกับภาคเอกชนภายใต้กรอบคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ “กรอ.พาณิชย์” เพื่อแก้อุปสรรคด้านการส่งออกต่าง ๆ ตลอดจนใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ปรับกลยุทธ์ให้ผู้แทนทางการค้าของไทยประจำสำนักงานทั่วโลกราว 50-60 แห่ง ทำการตลาดให้กับสินค้าและบริการจากไทย ทั้งในกลุ่มประเทศคู่ค้าเดิม ควบคู่ไปกับการบุกเบิกการค้ากับคู่ค้าใหม่ ๆ

แหล่งที่มา: กระทรวงพาณิชย์

ส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 64 เพิ่มสูงสุดในรอบ 11 ปี

การดำเนินการของรัฐบาลข้างต้น เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยให้พลิกฟื้นอย่างเป็นรูปธรรมในปี พ.ศ. 2564 สอดรับกับปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การอ่อนตัวของค่าเงินบาทและการฟื้นตัวของภาคการผลิตโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าหลักของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน สหภาพยุโรป และประเทศสมาชิกอาเซียน รวมทั้งคู่ค้ารอง อาทิ ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ (อินเดีย ศรีลังกา และบังกลาเทศ) ภูมิภาคภาคตะวันออกกลาง ทวีปแอฟริกา ภูมิภาคลาตินอเมริกา ประเทศรัสเซีย และทวีปออสเตรเลีย

เครื่องชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของการดำเนินการดังกล่าว คือ ตัวเลขการส่งออกในเดือนมิถุนายน 2564 ที่มีมูลค่ารวม 23,699 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.3 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงกว่าสถิติมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยของเดือนมิถุนายนย้อนหลัง 5 ปี (19,606.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นการอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 43.82 ซึ่งสะท้อนพัฒนาการในรอบ 12 เดือน และเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี 1 เดือน โดยเมื่อหักมูลค่าการส่งออกของผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องกับทอง น้ำมันและยุทธปัจจัยออกไปแล้วพบว่า การส่งออกของไทยขยายตัวที่ร้อยละ 41 ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกในภาคเศรษฐกิจจริง (real sector) ทั้งนี้ ในภาพรวม เมื่อหักลบมูลค่าการนำเข้าในเดือนมิถุนายน 2564 จำนวน 22,754 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้าอยู่ถึง 945 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แหล่งที่มา: กระทรวงพาณิชย์

สินค้าหลักที่ทำให้ภาคส่งออกไทยขยายตัว

ข้อมูลการส่งออกในเดือนมิถุนายน 2564 จากกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่า สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 44.7 โดยสินค้า 3 ลำดับแรกที่มีอัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกับสถิติเดือนมิถุนายน 2563 สูงที่สุด ได้แก่ (1) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ร้อยละ 114.3 (2) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ร้อยละ 78.5 ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่อง และ (3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ร้อยละ 73.1

สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรก็ขยายตัวเช่นกัน อยู่ในอัตราที่ร้อยละ 36 โดยสินค้าที่มีอัตราขยายตัวสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ร้อยละ 227.4 ซึ่งเป็นผลจากจากการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและอินเดียผ่านระบบออนไลน์ (2) ยางพารา ร้อยละ 111.9 ซึ่งเป็นการเติบโตตามราคายางที่สูงขึ้น และความต้องการของธุรกิจผลิตถุงมือยางและยางรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน (3) ผักผลไม้ ร้อยละ 110.2 โดยเฉพาะมังคุดที่ขยายตัวร้อยละ 488.26 และทุเรียน ร้อยละ 172

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมมูลค่าการส่งออกและอัตราการเติบโต กลุ่มสินค้าที่ช่วยทำให้การส่งออกของไทยขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์ยาง และคอมพิวเตอร์ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ชะลอตัว ในส่วนของการส่งออก ได้แก่ อากาศยาน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป สินค้าปศุสัตว์ ข้าว และปูนซีเมนต์

แหล่งที่มา: กระทรวงพาณิชย์

ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และการใช้ประโยชน์จาก-FTA

สำหรับแผนงานในครึ่งหลังของปี 2564 รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแลในส่วนของการผลิตสินค้าเกษตร ส่วนกระทรวงพาณิชย์ จะใช้กลยุทธ์ “ตลาดนำการผลิต” และอยู่ในระหว่างการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกกว่า 130 กิจกรรม ซึ่งมียอดขายสั่งจองลองหน้าแล้วไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท อาทิ การจัดงานส่งเสริมผลไม้ไทยในเมืองสำคัญของจีน การส่งเสริมสินค้าส่งออกที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด BCG Model โดยเฉพาะสินค้าบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมการส่งออกในภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาได้เปิดโครงการ Multimedia Online Virtual Exhibition หรือ MOVE 2021 โดยเบื้องต้น สามารถก่อให้เกิดการซื้อขายได้จริง คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1,586 ล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีจากความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปในตลาดที่มีอนาคตสดใส เช่น จีนและอินเดีย ซึ่งมีจำนวนประชากรลำดับต้นของโลกและมีความนิยมสินค้าไทย โดยจีนได้จัดทำ FTA กับไทยเมื่อ พ.ศ. 2548 และปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) การส่งออกของไทยไปจีนขยายตัวถึงร้อยละ 225 ส่วนอินเดีย ซึ่งจัดทำ FTA กับไทยตั้งแต่ปี 2547 นั้น การส่งออกจากไทยไปอินเดียก็ได้ขยายตัวแล้วถึงร้อยละ 500

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาก กระทรวงพาณิชย์ยังได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่นสำเร็จแล้ว หรือที่อาจเรียกว่าเป็น “Mini FTA” เนื่องจากเป็นการเจาะลึกเฉพาะในกลุ่มสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับซึ่งญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรีกับไทยแล้วทั้งในกรอบทวีภาคีและกรอบอาเซียน

Mini FTA ฉบับนี้นับเป็นฉบับแรกที่ไทยจัดทำสำเร็จ และจะช่วยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการด้านอัญมณีและเครื่องประดับไทยในการส่งเสริมร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น เช่น การสร้างเครือข่ายและการจัดงานแสดงสินค้าร่วมกัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เช่น การออกแบบและขึ้นรูปโลหะ (ซึ่งเมืองโคฟุมีผู้ประกอบการที่พัฒนาแบรนด์ขึ้นมาเอง และมีช่างผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีสมัยใหม่) รวมทั้งการเจียระไนและการผลิต (ซึ่งไทยมีช่างเจียระไนที่มีความชำนาญ) เป็นต้น ทั้งนี้ เมืองโคฟุเป็นเมืองหลวงของจังหวัดยามานาชิ และเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีชั้นนำของญี่ปุ่น ที่ผ่านมา เมืองโคฟุนำเข้าทั้งสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบจากไทยเป็นจำนวนมาก อาทิ พลอยสี ทับทิม ไพลิน หยก เป็นต้น นอกจากนี้ จังหวัดยามานาชิยังมีผู้ประกอบการอัญมณีกว่า 1,000 บริษัท รวมมูลค่าการค้ากว่า 1 แสนล้านบาท คิดเป็นราวหนึ่งในสามของส่วนแบ่งตลาดอัญมณีและเครื่องประดับของญี่ปุ่น

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนจะจัดทำ Mini FTA ในสาขาอื่นกับเมืองในประเทศจีนและอินเดียเพิ่มเติมอีกด้วย ท่านสามารถติดตามและสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ Mini FTA ได้เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ทาง www.ditp.go.th หรือโทร 1169

แหล่งที่มาของข้อมูล:

http://www.tpso.moc.go.th/sites/default/files/inter_trade_monthly/2564/jun_64/3._ppt_export_mi.y._64_final_220721_ephyaephr.pdf

http://www.tpso.moc.go.th/sites/default/files/inter_trade_monthly/2564/jun_64/1.press_release_mi.y._64_final_220721.pdf

https://gnews.apps.go.th/news?news=87710

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *