ศบค.ยกระดับ 6 จังหวัดสีแดงเข้ม

ใจความสำคัญ

  • วันที่ 29 เมษายน 2564 ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่งพลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ประกาศยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยปรับระดับของพื้นที่สถานการณ์เป็น 3 สี คือ พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดสีแดงเข้ม 6 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุดสีแดง 45 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสีส้ม 26 จังหวัด โดยมาตรการสำหรับพื้นที่สถานการณ์ทั้ง 3 ระดับจะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 เป็นระยะเวลา 14 วัน
  • พื้นที่สีแดงเข้มควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ จะใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรค อาทิ ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มกันมากกว่า 20 คน ห้ามนั่งในร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่ให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น ห้างสรรพสินค้าเปิดได้ถึง 21.00 น. รวมทั้งยังขอให้ประชาชนงดการเดินทางออกนอกพื้นที่ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น ทั้งนี้ ศบค. ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่เคอร์ฟิว

ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2564 ซึ่งพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ เพื่อเร่งควบคุมการแพร่ระบาดระลอกใหม่ให้ยุติโดยเร็ว หลังยอดผู้ติดเชื้อยังอยู่ในระดับพันคนอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตยังอยู่ในหลักสิบรายถึงยี่สิบกว่ารายต่อวัน

การยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ของ ศบค. เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 โดยจะมีผลเป็นระยะเวลา 14 วัน โดยไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว นอกจากนี้ยังมีการปรับระยะเวลากักตัวเพิ่มเป็น 14 วันเหมือนเดิม สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทุกประเภท หลังจากที่ได้เคยประกาศลดจำนวนวันกักตัวเหลือ 7 วัน สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนที่ทางการไทยรับรองแล้ว และ 10 วัน สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน รวมทั้งยกเลิกการผ่อนคลายการจำกัดพื้นที่ระหว่างการกักตัว โดยไม่อนุญาตให้ผู้กักตัวออกจากห้องพัก ยกเว้นเพื่อทำการตรวจหาเชื้อเท่านั้น

ปรับระดับของพื้นที่สถานการณ์ย่อยเป็น 3 สี คือ

1. พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดสีแดงเข้ม จาก 0 จังหวัด เป็น 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยมีมาตรการ ดังนี้

– ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเกิน 20 คน

– ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ห้ามนั่งรับประทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้านเท่านั้น และเปิดให้บริการได้จนถึงเวลา 21.00 น. รวมถึงงดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน

– ปิดให้บริการสนามกีฬา สถานที่ออกกำลังกาย ยิม ฟิตเนส ยกเว้นสถานที่ที่เป็นเอกเทศตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ

– สำหรับสนามกีฬาหรือสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง เปิดให้บริการได้ถึงเวลา 21.00 น. และสามารถจัดแข่งขันได้ โดยไม่มีผู้ชมในสนาม

– ห้างสรรพสินค้ายังเปิดได้ถึงเวลา 21.00 น. และยังงดการให้บริการตู้เกม สวนสนุก เครื่องเล่น

– ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลาดนัดกลางคืน เปิดได้ถึงเวลา 23.00 น.

– ร้านที่ปกติเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้เปิดได้ในเวลา 04.00 น และปิดในเวลา 23.00 น.

– ให้ประชาชนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด งดการเดินทางออกนอกพื้นที่ ยกเว้นมีเหตุจำเป็น ซึ่งในข้อนี้ ศบค. ยืนยันว่า ไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิว

2. พื้นที่ควบคุมสูงสุดสีแดง จาก 18 จังหวัด เป็น 45 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ เชียงราย ตาก ตรัง นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ ภูเก็ต มหาสารคาม ยะลา ร้อยเอ็ด ระนอง ระยอง ราชบุรี ลพบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สระแก้ว สงขลา สมุทรสาคร สระบุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี อ่างทอง อุดรธานี และอุบลราชธานี

โดยมีมาตรการไม่ต่างจากพื้นที่สีแดงเข้ม แต่มีข้อแตกต่าง ดังนี้

– ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเกิน 50 คน (พื้นที่สีแดงเข้ม ห้ามจัดกิจกรรมเกิน 20 คน)

– การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ให้บริโภคอาหารในร้านได้ไม่เกินเวลา 21.00 น. แต่สามารถซื้อกลับบ้านได้จนถึงเวลา 23.00 น.

– การตั้งจุดสกัดหรือคัดกรอง ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม และต้องไม่ก่อความเดือดร้อนให้ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ และให้กระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ ตรวจสอบและกำกับดูแลการให้บริการขนส่งผู้โดยสารสาธารณะทุกประเภท

– พื้นที่ควบคุมสีส้ม จาก 59 จังหวัด เหลือ 26 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาฬสินธุ์ ชัยนาท ชุมพร ตราด นครนายก นครพนม หนองคาย บึงกาฬ บุรีรัมย์ พังงา พะเยา แพร่ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร เลย สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สิงห์บุรี สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ อุทัยธานี และอำนาจเจริญ

– ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนเกิน 50 คน

– สามารถนั่งรับประทานที่ร้านอาหารได้จนถึงเวลา 23.00 น.

มาตรการที่บังคับใช้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ คือ

1. ทุกพื้นที่ให้สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อออกนอกเคหะสถานหรืออยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

2. งดจัดกิจกรรมงานเลี้ยงสังสรรค์ ยกเว้นการจัดพิธีตามประเพณีนิยม เช่น งานศพ หรือเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในครอบครัว และมีมาตรการป้องกันโรคที่เพียงพอ

3. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการเอกชน พิจารณาใช้มาตรการ Work From Home ขั้นสูงสุดอย่างน้อย 14 วัน เพื่อลดการเดินทาง

4. ห้ามใช้อาคารหรือสถานที่ของโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกประเภท

นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ชี้แจงว่า มาตรการต่าง ๆ ที่ ศบค. ได้ออกมานั้น ได้พิจารณาโดยมุ่งสร้างความยากลำบากแก่ประชาชนให้น้อยที่สุด แต่ล้วนเป็นมาตรการที่จำเป็นสำหรับการควบคุมการระบาดของโรค โดยขอความร่วมมือประชาชนลดการเดินทาง ลดการพบปะ และให้ทำงานที่บ้านให้มากขึ้น เพราะการติดต่อของโรคโควิด-19 นี้ เกิดจากคนสู่คน ดังนั้นหากลดการเดินทางไปที่ต่าง ๆ ก็จะลดการระบาดได้ จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค. ได้ออกมาในครั้งนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อครบ 14 วันแล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ศบค. ก็จะพิจารณาผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ต่อไปตามความเหมาะสม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *