วัคซีนป้องกันโควิด-19
ฉีด 100 ล้านโดส
ตามแผน

ใจความสำคัญ

  • หลังเกิดมีกระแสความกังวลว่า อาจมีวัคซีนโควิด-19 ไม่เพียงพอที่จะกระจายไปยังศูนย์ฉีดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นั้น เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 วัคซีนของแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกจำนวน 1.8 ล้านโดสก็ได้ถูกส่งมอบไปยังกระทรวงสาธารณสุขแล้ว และบริษัทฯ จะทยอยส่งมอบจนครบ 6 ล้านโดสภายในเดือนมิถุนายนนี้ ส่วนในเดือนต่อ ๆ ไปจะทยอยส่งมอบจำนวน 10 ล้านโดสไปจนครบ 60 ล้านโดส ตามที่รัฐบาลไทยได้สั่งซื้อไว้
  • นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเตรียมลงนามในสัญญาการจองวัคซีนกับบริษัทไฟเซอร์ จำนวน 20 ล้านโดส และบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จำนวน 5 ล้านโดส เมื่อรวมทั้งสองยี่ห้อ จะทำให้ไทยได้วัคซีนเพิ่มอีก 25 ล้านโดสภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และจะจัดซื้อวัคซีนซิโนแว็คอีก 8 ล้าน รวมทั้งสิ้น 100 ล้านโดสตามแผน

เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เคยประกาศว่า คนไทยและคนต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทย หากสมัครใจ จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย รัฐบาลจึงได้จัดหาวัคซีนโควิด-19 จากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก โดยมีเป้าหมายสั่งซื้อให้ได้ 100 ล้านโดส เพื่อฉีดให้แก่ประชาชน 50 ล้านคน หรือร้อยละ 70 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยรัฐบาลจะฉีดให้คนต่างชาติที่ทำงานและมีถิ่นพำนักในประเทศไทยด้วย

จนถึงวันนี้ (10 มิถุนายน 2564) วัคซีนโควิด-19 ที่องค์การอาหารและยาของไทยได้ให้การรับรองแล้ว มีดังนี้

  1. วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่นำเข้าโดยบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และที่ผลิตในประเทศไทยโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด
  2. วัคซีนโคโรนาแวค ของบริษัท ซิโนแว็ค นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรม
  3. วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน นำเข้าโดยบริษัทแจนเซ่น-ซีแลค จำกัด
  4. วัคซีนโมเดอร์นา นำเข้าโดยบริษัทซิลลิค ฟาร์มา จำกัด และ
  5. วัคซีนซิโนฟาร์ม นำเข้าโดยบริษัทไบโอจีนีเทค จำกัด

นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนโควิด-19 ที่อยู่ในกระบวนการรับรองขององค์การอาหารและยาอีก 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนโควัคซิน ซึ่งผลิตโดยบริษัทบารัต ไบโอเทค ของอินเดียและนำเข้าโดยบริษัทไบโอจีนีเทค จำกัด และวัคซีนสปุตนิค วี ของรัสเซีย ซึ่งนำเข้าโดยบริษัทคินเจน ไบโอเทค จำกัด

สถานะล่าสุดของแผนการนำเข้าวัคซีนที่รัฐบาลตั้งเป้าจัดหาให้ประชาชนในประเทศไทยภายปี 2564 รวม 100 ล้านโดส คือ

  1. วัคซีนของซิโนแว็ค :
    1. นำเข้าก่อนเดือนมิถุนายน มาแล้ว 9 ครั้ง รวม 5.5 ล้านโดส
    2. นำเข้าเพิ่มอีก 3 ล้านโดส ภายในเดือนมิถุนายน 2564 โดยล็อตแรกจำนวน 1 ล้านโดสถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 และกระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะนำเข้าเพิ่มเดือนละ 3- 5 ล้านโดสด้วย

    นอกจากนี้ รัฐบาลจีนได้บริจาควัคซีนซิโนแว็คให้ไทยอีก 1 ล้านโดสด้วย โดยมาถึงประเทศไทยครบเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2564

  2. วัคซีนของแอสตราเซนเนกา : รัฐบาลไทยสั่งซื้อไว้ทั้งสิ้น 61 ล้านโดส
    1. วัคซีนแอสตราเซนเนกาที่นำเข้า -เดือนกุมภาพันธ์ 117,600 โดส
    2. วัคซีนแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในไทย เดือนมิถุนายน จะได้รับวัคซีนทั้งหมดประมาณ 6 ล้านโดส
      • เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 บริษัทฯ ได้ส่งมอบวัคซีนของแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในประเทศไทยล็อตแรกจำนวน 1.8 ล้านโดส รวมกับของเดิมที่มีอยู่แล้วจากการนำเข้า รวมเป็น 2.04 ล้านโดส
      • ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน จะมีการส่งมอบวัคซีนแอสตราเซนเนกาอีก 8.4 แสนโดส
      • ในสัปดาห์ที่ 4 จะส่งมอบอีก 2,580,000 โดส

      หลังจากนั้น จะมีการส่งมอบเดือนละ 10 ล้านโดสไปเรื่อย ๆ จนครบ 61 ล้านโดส

  3. วัคซีนไฟเซอร์ : 20 ล้านโดส

    เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2564 รัฐบาลได้ลงนามในสัญญาการจองวัคซีนกับบริษัทไฟเซอร์จำนวน 20 ล้านโดสแล้ว โดยมีกำหนดส่งมอบภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

  4. วัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน: 5 ล้านโดส

    รัฐบาลกำลังจะลงนามในสัญญาการจองวัคซีนกับบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จำนวน 5 ล้านโดส โดยมีกำหนดส่งมอบภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

หลักการกระจายวัคซีน

อธิบดีกรมควบคุมโรคได้ชี้แจงเกี่ยวกับระบบการกระจายวัคซีนว่า สำหรับการกระจายวัคซีนในภาวะฉุกเฉิน จะไม่มีการเก็บค้าง แต่จะเร่งส่งมอบทันทีเมื่อผลิตเสร็จ เช่นเดียวกับวัคซีนแอสตราเซนเนกา ที่มีห้องแล็บผลิตอยู่ในประเทศไทย ก็จะกระจายส่งมอบในทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้การฉีดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จำนวนวัคซีนที่จัดส่งจะเป็นไปตามสัดส่วนของจำนวนประชากรและสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดนั้น ๆ หากเป็นพื้นที่ระบาดหนัก ก็จะจัดวัคซีนเสริมจนเพียงพอต่อการรับมือการระบาด

จุดฉีดวัคซีน

ขณะนี้ ประเทศไทยมีจุดฉีดในต่างจังหวัดทั้งหมด 993 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร 25 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจำนวน 25 แห่ง และจุดฉีดกลางของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ สถานีกลางบางซื่อ และสถาบันบำราศนราดูล นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรโควตาวัคซีนให้แก่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่อฉีดให้กับบุคลากรของตนเองและประชาชนบริเวณโดยรอบจำนวน 5 แสนโดส มีจุดฉีดที่มหาวิทยาลัย 11 แห่ง ทั้งนี้ แผนการฉีดจะมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับจำนวนบุคลากร ผู้ฉีด และจำนวนวัคซีน โดยกระทรวงสาธารณสุข และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด- 19) หรือ ศบค. มีระบบการติดตามเพื่อประเมินผลการบริหารจัดการวัคซีนทุกวัน

สถานะการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทย

สำหรับเดือนมิถุนายน นอกจากวัคซีนแอสตราเซนเนกาจำนวน 2.04 ล้านโดส ที่มีอยู่ในมือแล้ว ประเทศไทยยังมีวัคซีนซิโนแว็คอีกกว่า 1.5 ล้านโดส รวมแล้วขณะนี้ มีวัคซีนกว่า 3.54 ล้านโดสสำหรับทยอยส่งไปตามศูนย์ฉีดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย โดยรัฐบาลจะได้รับวัคซีนเพิ่มเติมจากทั้งบริษัทแอสตราเซนเนกาเพื่อให้ได้ตามยอดการสั่งซื้อ 6 ล้านโดส และมีการนำเข้าวัคซีนซิโนแว็คเพิ่มเติมอีก 3 ล้านโดสด้วย

นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่เริ่มมีการฉีดวัคซีนของบริษัทซิโนแว็ค จนถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2564 มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้ว 5,443,743 โดส โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการระบาดมาก เช่น กรุงเทพมหานคร ฉีดไปแล้วกว่า 1.3 ล้านโดส ที่เหลือกระจายอยู่ในจุดเสี่ยงทั่วประเทศ และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่เปิดฉีดให้ประชาชนทั่วไปเป็นวันแรก มีผู้ได้รับการฉีดเข็มแรกแล้วถึง 388,872 คน และเข็มที่สอง 27,975 คน รวมวันแรกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 4 แสนโดสภายในวันเดียว จากการประมวลผลการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เฉลี่ยแล้วมีการฉีดวัคซีนวันละประมาณ 480,000 โดส เลยทีเดียว

ประสิทธิภาพของวัคซีนยี่ห้อต่าง ๆ

ภาควิชาระบาดวิทยาคลินิกและชีวสถิติ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นทางการในเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนยี่ห้อต่างๆ ที่ได้มีการทดสอบในหลายประเทศ พบว่า

  1. วัคซีนซิโนแว็ค มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อแแบบแสดงอาการร้อยละ 78.2 และมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงได้ถึงร้อยละ 100 ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกได้รับรองวัคซีนซิโนแว็คสำหรับการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564
  2. วัคซีนแอสตราเซนเนกา มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อแแบบแสดงอาการตั้งแต่ร้อยละ 90 ถึงร้อยละ 62.1 ขึ้นอยู่กับกรณี โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 74 และประสิทธิภาพในการป้องกันอาการรุนแรงร้อยละ 80 และป้องกันอาการรุนแรงจนถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจ และเข้า ICU ไปจนถึงการเสียชีวิตได้ร้อยละ 100 เช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลกได้รับรองวัคซีนแอสตราเซนเนกาที่ผลิตโดย SKBio -ของสาธารณรัฐเกาหลี และ Serum Institute of India ของอินเดียสำหรับการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ส่วนวัคซีนแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในไทยนั้น ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบโดยองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณาให้การรับรองต่อไป อย่างไรก็ดี องค์การอาหารและยา ได้รับรองวัคซีนดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2564 และมาเลเซียก็ได้รับรองแล้วเช่นกันเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564

ท่านสามารถดาวน์โหลดเอกสารข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด—19 ดังกล่าวได้ที่
ตารางเปรียบเทียบผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่มีขายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากทั่วโลกกล่าวตรงกันว่า ในขณะนี้ ไม่ควรเปรียบเทียบวัคซีนว่าตัวไหนดีกว่ากัน ตราบใดที่วัคซีนนั้นผ่านการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก และกระทรวงสาธารณสุขของแต่ละประเทศแล้ว ทุกคนควรเข้ารับการฉีดโดยเร็ว เพราะ “วัคซีนที่ดีที่สุดคือ วัคซีนที่ได้ฉีดได้เร็วที่สุด” และหนทางที่จะหยุดโรคระบาดนี้ได้คือ เมื่อประชากรได้รับวัคซีนเป็นจำนวนเพียงพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไปทั่วโลกนั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *