ลดภาษีหนุนเอกชนจ้างงานผู้พ้นโทษ

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ต่ออายุมาตรการลดภาษี 50% ให้แก่บริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้พ้นโทษ แม้จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ เพราะมองว่าจำเป็นต้องสร้างโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และมั่นคง โดยมีอาชีพสุจริต มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว อันน่าจะช่วยลดโอกาสการกระทำความผิดซ้ำได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยโดยรวมด้วย
  • มาตรการนี้ต่อเนื่องมาจาก 2 โครงการ คือ “โครงการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออกทำงานในสถานประกอบการนอกเรือนจำ” ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้เคยช่วยให้ผู้ที่ยังต้องโทษอยู่ในเรือนจำ 50 แห่ง รวม 1,355 คน สามารถออกไปรับจ้างทำงานได้ และ “โครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์” ของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ได้นำร่องที่เรือนจำชั่วคราวบ้านบึง จ.ชลบุรี โดยจ้างแรงงานผู้ต้องขังไปแล้ว 400 คน และกำลังจะมีเฟส 2 ที่จังหวัดสมุทรสาคร

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้มีมติเห็นชอบมาตรการสำคัญที่ไม่เป็นที่กล่าวถึงของสังคมมากนัก นั่นคือ หลักการร่างพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการต่ออายุมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอกชนจ้างงานผู้พ้นโทษมากขึ้น ด้วยการลดภาษีร้อยละ 50 จากรายจ่ายค่าจ้างต่อไปเป็นเวลาอีก 1 ปีเต็ม เนื่องจากมาตรการเดิมได้หมดอายุลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยในครั้งนี้ รัฐบาลจะขยายเวลาการลดภาษีออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564
โดยเมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแล้ว จึงได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้โดยด่วน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการตรากฎหมายต่อไป เพื่อให้ร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

รายละเอียดของมาตรการลดภาษีสำหรับการจ้างงานผู้พ้นโทษ
– บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างงานผู้พ้นโทษไม่เกิน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการปล่อยตัว เข้าทำงาน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ของที่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างงานแต่เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มใน หรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น

– บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะขอรับการยกเว้นภาษีเงินได้ ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนที่รับผู้พ้นโทษเข้าทำงานจนถึงเดือนสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้

– บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายใดที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานผู้พ้นโทษ ต้องไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เนื่องจากรายจ่ายในการจ้างงานบุคคลดังกล่าวตามพระราชกฤษฎีกาอื่นที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรอีก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

มาตรการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้พ้นโทษเพิ่มขึ้น เนื่องจากกรมราชทัณฑ์พบว่า ที่ผ่านมา นายจ้างหรือผู้ประกอบการหลายแห่งปฏิเสธที่จะรับบุคคลที่มีประวัติอาชญากรรมเข้าทำงาน และเมื่อไม่ได้รับโอกาสที่จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี ผู้พ้นโทษจำนวนหนึ่งจึงหันกลับมากระทำผิดซ้ำและกลับเข้าสู่วังวนเดิม ๆ เพราะไม่มีงานและไม่มีรายได้เลี้ยงชีพ

จากสถิติของกรมราชทัณฑ์ ในแต่ละปี มีจำนวนผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวปีละประมาณ 100,000-150,000 คน โดยเมื่อปี 2557 มีผู้กระทำผิดซ้ำร้อยละ 15 สำหรับระหว่างปี 2558-2559
มีผู้กระทำผิดซ้ำเพิ่มเป็นร้อยละ 21-27 และเมื่อปี 2560-2561 มีผู้กระทำผิดซ้ำพุ่งสูงถึงร้อยละ 31-36 หรือราวหนึ่งในสามทีเดียว

แม้ว่าการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปอีก 1 ปีอาจทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ แต่รัฐบาลก็ประเมินแล้วว่ามาตรการนี้มีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมั่นคง โดยมีอาชีพสุจริตและมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อีกทั้งยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอีกด้วย

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการสร้างงาน สร้างโอกาสให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และการแก้ไขปัญหาการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาอย่างบูรณาการ โดยเมื่อย้อนไปในสมัยรัฐบาล คสช. ก็มีการดำเนิน “โครงการจ่ายนักโทษเด็ดขาดออกทำงานในสถานประกอบการนอกเรือนจำ” ซึ่งเริ่มเมื่อปีงบประมาณ 2559 โดยจากข้อมูลเมื่อปี 2562 โครงการนี้ได้ช่วยให้ผู้ที่ยังต้องโทษอยู่ออกไปรับจ้างและมีรายได้จุนเจือครอบครัวแล้วถึง 1,355 คน จากเรือนจำ 50 แห่ง จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ก็มี “โครงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์” ซึ่งได้เริ่มดำเนินโครงการนำร่องไปแล้วในพื้นที่เรือนจำชั่วคราวบ้านบึง สังกัดเรือนจำกลางชลบุรี บนเนื้อที่ 85 ไร่ และมีการจ้างแรงงานผู้ต้องขังไปแล้ว 400 คน นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์กระทรวงยุติธรรม เจ้าของโครงการดังกล่าว ยังมีแผนที่จะก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์เฟส 2 ที่จังหวัดสมุทรสาครอีกด้วย ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิต ให้กลับมามีวิถีชีวิตใหม่ที่สุจริต
มีอาชีพที่มั่นคง ทำให้สามารถใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่ต้องกลับไปสู่วงจรอาชญากรรมอีก การมอบชีวิตใหม่ให้ผู้พ้นโทษเหล่านี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเหล่านั้นแล้ว ยังเป็นการสร้างทัศนคติใหม่ ให้สังคมไทยเป็นสังคมที่หยิบยื่นโอกาสให้แก่กัน และลดการสร้างตราบาปให้แก่ผู้กระทำผิด ให้สามารถกลับตัวกลับใจ และกลับคืนสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *