ลดค่าเทอม
นักเรียน-นักศึกษา
แบ่งเบาภาระผู้ปกครอง

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการต่อมาตรการช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในทุกระดับ
  • สำหรับระดับมหาวิทยาลัยในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐบาลจะสนับสนุนค่าเทอมในลักษณะร่วมจ่ายระหว่างรัฐบาลกับสถาบันอุดมศึกษาในอัตรา 6 ต่อ 4 และรวมแล้วไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าเทอม สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียนให้นักศึกษาคนละ 5,000 บาท รวมมีนักศึกษาที่จะได้รับความช่วยเหลือ จำนวน 1,750,109 คน จาก 155 สถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
  • สำหรับมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสายสามัญและอาชีวศึกษา ทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือแก่ผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปี ทุกคน จำนวน 2,000 บาทต่อเด็กหรือเยาวชน 1 คน รวมจำนวนประมาณ 11 ล้านคน ด้านโรงเรียนเอกชนที่ไม่รับการอุดหนุนจากรัฐและกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ให้ลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองให้เท่ากับปีการศึกษา 2563 เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ปกครองและ ป้องกันไม่ให้มีนักเรียนลาออก

ภาคการศึกษาของไทยเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และจนถึงขณะนี้ สถาบันการศึกษายังไม่สามารถจัดการเรียนการสอนในรูปแบบปกติได้ ต้องปรับมาสอนออนไลน์ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในขณะที่รายได้ของผู้ปกครองจำนวนมากก็ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน จนส่งผลต่อการจ่ายค่าเทอมและค่าใช้ด้านการศึกษาอื่น ๆ รัฐบาลจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการเร่งออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง ท่ามกลางวิกฤตนี้

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อมาตรการช่วยเหลือผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สำหรับเทอมที่ 1 ของปีการศึกษา 2564 โดยมาตรการเหล่านี้เป็นผลจากการประชุมหารือระหว่างพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มาตรการช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปี 2564 ทุกระดับการศึกษา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแล้ว มีรายละเอียดดังนี้

ระดับอุดมศึกษา

1. สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

  • ผู้ที่จะได้รับสิทธิเข้าร่วมมาตรการคือ นักศึกษาชาวไทย ระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ และภาคสมทบทั้งหมด แต่หากนักศึกษาคนไหนเรียนเกินหนึ่งหลักสูตร จะลดให้เพียงหลักสูตรเดียว
  • มาตรการลดค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา จะใช้เฉพาะภาคศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564
  • การลดค่าเทอม มีอัตราเป็นขั้น ดังนี้
    • ค่าเทอมส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท ลดร้อยละ 50
    • ค่าเทอมส่วนที่เกิน 50,001 บาทขึ้นไปจนถึง 100,000 บาท ลดร้อยละ 30
    • ค่าเทอมส่วนที่เกิน 100,001 บาทขึ้นไป ลดร้อยละ 10
  • ส่วนลดค่าเทอมดังกล่าว รวมแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าเทอมทั้งหมด โดยรัฐบาลจะสนับสนุนในลักษณะการร่วมจ่ายกับสถาบันอุดมศึกษาในสัดส่วนร้อยละ 60 : 40 โดยหากนิสิตนักศึกษาได้ชำระค่าเล่าเรียนสำหรับเทอมนี้ไปแล้ว ก็จะมีการคืนเงินให้

มาตรการนี้จะเป็นการช่วยเหลือนิสิตนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง อว. ได้แก่ นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและในกำกับของรัฐ 35 แห่ง จำนวนนักศึกษา 922,794 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง จำนวนนักศึกษา 396,858 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง จำนวนนักศึกษา 133,782 คน และสถาบันวิทยาลัยชุมชน 1 แห่ง นักศึกษา 11,678 คน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

2. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน รัฐบาลจะสนับสนุนค่าเทอมให้แก่นักศึกษาคนละ 5,000 บาท ทุกหลักสูตร ทุกระดับ และได้ขอความร่วมมือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้พิจารณาลดค่าเทอมเพิ่มเติมและสนับสนุนมาตรการอื่น ๆ เช่น มาตรการขยายเวลาผ่อนชำระหรือผ่อนจ่ายค่าเทอม ตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษา จัดหาอุปกรณ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับให้นักศึกษายืมเพื่อใช้ศึกษาออนไลน์ ส่วนลดค่าหอพักนักศึกษา เป็นต้น

ปัจจุบัน มีนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 72 แห่ง จำนวน 285,500 คน รวมแล้วจึงจะมีนักศึกษาที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการสำหรับสถาบันอุดมศึกษา 1,750,109 คน จากสถาบันอุดมศึกษา 155 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน


ระดับอนุบาล-มัธยมศึกษา-อาชีวศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ได้วางกรอบวงเงินงบประมาณไว้ 23,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและสนับสนุนสถานศึกษาในสังกัด สำหรับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งครอบคลุมทั้งสถานศึกษาของรัฐและเอกชน โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. มาตรการช่วยเหลือนักเรียน – ให้เงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายแก่นักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนตามฐานข้อมูลเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ชั้นอนุบาล-จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับอาชีวศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. จำนวน 2,000 บาทต่อคน โดยจ่ายผ่านสถานศึกษา และให้สถานศึกษาจ่ายตรงให้แก่นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี ในรูปแบบของเงินสดหรือนำเข้าบัญชีธนาคาร รวมแล้วจะมีเด็กและเยาวชนที่ได้รับเงินช่วยเหลือในส่วนนี้จำนวนประมาณ 11 ล้านคน คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 21,600 ล้านบาท
  2. มาตรการต่อโรงเรียนเอกชน – ขอความร่วมมือให้กลุ่มโรงเรียนเอกชนที่ไม่รับการอุดหนุนจากรัฐและกลุ่มโรงเรียนนานาชาติลดหรือตรึงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ปกครองให้เท่ากับปีการศึกษา 2563 เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระแก่ประชาชนเกินสมควร และให้โรงเรียนกลุ่มดังกล่าวจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในโรงเรียนเป็นรายกรณี เพื่อป้องกันไม่ให้มีนักเรียนต้องลาออกกลางคันเพียงเพราะผู้ปกครองไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน
  3. มาตรการสนับสนุนการเรียนการสอน – ให้สถานศึกษาที่รัฐให้การสนับสนุน สามารถถัวจ่ายเงินที่ได้รับจัดสรรตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ใน 5 รายการ ได้แก่ ค่าเล่าเรียน หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีการศึกษา 2564 ได้ และสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 34,887 แห่ง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอน จัดทำสื่อการสอนและอุปกรณ์การเรียนรู้ รวมวงเงินประมาณ 400 ล้านบาท

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

มาตรการของกระทรวงศึกษาธิการในข้างต้น เป็นการช่วยเหลือผู้ปกครองเพิ่มจากเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศให้สถาบันการศึกษาในสังกัดคืนเงินบำรุงการศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าธรรมเนียม การเรียน และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่เรียกเก็บไปแล้วให้แก่ผู้ปกครอง

มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง และเพื่อลดผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ต่อพัฒนาการและการศึกษาของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *