รัฐบาลออก 4 แพ็คเกจ
ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
รอบใหม่

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแพ็คเกจเยียวยารอบใหม่ 4 โครงการ ซึ่งมีทั้งการสานต่อโครงการเดิมที่ประสบความสำเร็จ และโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ประชาชนจะสามารถเข้าร่วมได้คนละ 1 โครงการเท่านั้น
  • รัฐบาลคาดว่า ทั้ง 4 โครงการ จะทำให้มีเม็ดเงินเติมลงไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศจำนวนถึง 473,000 ล้านบาท ผ่านร้านค้าธงฟ้า 107,000 แห่ง และร้านค้าอื่นที่เข้าร่วมโครงการอีกกว่า 1,500,000 แห่ง และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามเดือดร้อนจากวิกฤตโควิด-19 ให้ประชาชนได้จำนวนกว่า 51 ล้านคน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ นอกจากจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษกิจด้วย ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ส่วนผู้ประกอบการที่กำลังจะฟื้นตัวจากการระบาดรอบก่อน ก็ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

รัฐบาลจึงได้เร่งออกมาตรการมาบรรเทาความทุกข์ด้านค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ได้อนุมัติแพ็คเกจเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศรอบใหม่ วงเงิน 140,380.19 ล้านบาท โดยตั้งเป้าที่จะช่วยเหลือประชาชนให้ได้อย่างน้อย 51 ล้านคน ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้เสนอ

แพ็คเกจเยียวยารอบใหม่นี้ มีทั้งหมด 4 โครงการ ซึ่งมีทั้งการสานต่อโครงการเดิมที่ประสบความสำเร็จ และโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ประชาชนจะสามารถเข้าร่วมได้คนละ 1 โครงการเท่านั้น

ทั้ง 4 โครงการ มีรายละเอียด ดังนี้

  1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการฯ ประมาณ 13.65 ล้านคน วงเงินรวม 16,380.19 ล้านบาท โดยจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีก 200 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน รวมได้รับคนละ 1,200 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม 2564 เพื่อนำเงินไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้าราคาประหยัด และร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3
    ทั้งนี้ หากผู้มีบัตรสวัสดิการฯ รายใด ต้องการเลือกรับสิทธิโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้แทน จะต้องสละสิทธิการเป็นผู้มีบัตรสวัสดิการฯ โดยให้นำบัตรมาคืนที่กรมบัญชีกลางหรือสำนักงานคลังประจำจังหวัดที่ท่านพำนักอยู่ภายในวันที่ 7 มิถุนายน 2564 และจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 หรือโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 และเมื่อลงทะเบียนแล้วจะถือเป็นการสละสิทธิในโครงการเดิมทันที
  2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ไม่มีบัตรสวัสดิการฯ ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ทำให้ไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้ เช่น กลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียง โดยผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการเราชนะ ประมาณ 2.5 ล้านคน จะได้รับเงินช่วยบรรเทาค่าครองชีพคนละ 200 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมไปจนถึงเดือนธันวาคม 2564 โดยสามารถนำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ไปซื้อสินค้าตามร้านค้าธงฟ้า หรือร้านที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3
  3. โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 วงเงินรวม 93,000 ล้านบาท โดยใช้หลักการเดิมคือ รัฐบาลช่วยจ่ายเงินซื้อสินค้าร้อยละ 50 ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน โดยจะจ่าย 2 งวด งวดละ 3 เดือน แต่รวมแล้วจะไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ซึ่งโครงการคนละครึ่งเฟส 3 นี้ จะมีประชาชนได้รับสิทธิประมาณ 31 ล้านคน ส่วนรายละเอียดการใช้จ่ายเงินจะเป็นไปตามเงื่อนไขเหมือนครั้งที่ผ่านมา ในเบื้องต้นจะสามารถเริ่มใช้จ่ายในโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง วันที่ 31 ธันวาคม 2564
  4. โครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” โครงการนี้เป็นโครงการใหม่ป้ายแดงในวงเงิน 28,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่า จะมีผู้เข้าร่วมโครงการราว 4 ล้านคน โดยเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อ และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรัฐบาลจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Voucher ให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งสามารถนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าค่าอาหารเครื่องดื่ม และค่าบริการต่าง ๆ กับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ ทั้งนี้ ยกเว้นการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สำหรับวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher เป็นการใช้ยอดใช้จ่ายไม่เกิน 60,000 บาทต่อคนมาคำนวณสิทธิ โดยจะได้รับ e-Voucher สะสมสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคนตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ โดยยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 10,000-40,000 บาทแรก จะได้รับ e-Voucher ร้อยละ 10 ของยอดใช้จ่าย และยอดใช้จ่ายจริงตั้งแต่ 40,001-60,000 บาท ได้รับ e-Voucher ร้อยละ 15 ของยอดใช้จ่าย ทั้งนี้ สิทธิ e-Voucher จะคืนเป็นวงเงินใน g-Wallet ทุกต้นเดือนถัดไป ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้

ประชาชนจะสามารถใช้จ่ายเงินเพื่อนำมาคำนวณสิทธิได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 และใช้ e-Voucher ได้ในช่วงเดือนสิงหาคม จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยประเมินว่า โครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” จะช่วยให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 268,000 ล้านบาท

หลักเกณฑ์และขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” ประกอบด้วย

1) ประชาชนที่มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป และมีบัตรประจำตัวประชาชน

2) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 06.00 น. – 22.00 น. โดยผู้ที่เคยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว หรือ www.คนละครึ่ง.com หรือ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com สำหรับประชาชนที่ไม่เคยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน ต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ต้องการเข้าร่วมเท่านั้น

3) ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” จะต้องยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนที่สาขาหรือตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย ยกเว้นผู้ที่เคยยืนยันตัวตนกับธนาคารกรุงไทย หรือผู้ที่มีแอปพลิเคชัน KrungthaiNext

สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการ “ยิ่งใช้ ยิ่งได้” สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ในเวลา 06.00 น.–22.00 น.

สำหรับผู้ประกอบการที่มีแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” อยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้เลย แต่ผู้ประกอบการไม่เคยเข้าร่วมโครงการของรัฐ ต้องลงทะเบียนผ่าน www.คนละครึ่ง.com หรือ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือสาขาหรือจุดรับลงทะเบียนของธนาคารกรุงไทย

รัฐบาลคาดว่า ทั้ง 4 โครงการ จะช่วยให้มีเม็ดเงินเติมลงไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศ จำนวนถึง 473,000 ล้านบาท ผ่านร้านค้าธงฟ้า 107,000 แห่ง และร้านค้าอื่นที่เข้าร่วมโครงการอีก 1,500,000 แห่ง และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามเดือดร้อนจากวิกฤตโควิด-19 ให้ประชาชนได้จำนวนกว่า 51 ล้านคน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *