รัฐบาลออกแพ็กเกจเยียวยาโควิดระลอกใหม่

ใจความสำคัญ

  • หลังการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่สามที่มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากกว่าครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ให้ครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ โดยมีทั้งการต่อยอดจากโครงการเดิม และเป็นโครงการใหม่
  • มาตรการเยียวยาชุดใหม่มีหลากหลาย อาทิ การปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. แก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 0.35 ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี การเพิ่มวงเงินโครงการเราชนะอีกสัปดาห์ละ 1,000 บาทเป็นเวลา 2 สัปดาห์ การเพิ่มเงินโครงการ “ม.33 เรารักกัน” อีก 1,000 บาท เป็นเวลา 2 สัปดาห์ การดำเนินโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 และโครงการใหม่ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” e-Voucher วงเงินไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้า อาหาร ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เป็นต้น

เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย รัฐบาลได้ออกมาตรการมาเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ ลดภาษี ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการเราชนะ และโครงการคนละครึ่ง

การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่สามนี้นับว่ามีความรุนแรงกว่าสองครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดขึ้น เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามบางมาตรการ เช่น การปิดสถานบริการบางประเภท และการจำกัดบริการในร้านอาหารต่าง ๆ หรือการขอความร่วมมือประชาชนงดการเดินทาง ย่อมทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับผลกระทบ โดยมีทั้งผู้ที่ขาดรายได้ไปทั้งหมด หรือมีรายได้ลดลง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงได้สั่งการให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ คิดหามาตรการมาเยียวยาช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ส่งผลให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ได้เห็นชอบแพ็กเกจมาตรการบรรเทาค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการธุรกิจ โดยมีทั้งที่ต่อยอดจากโครงการเดิมและเป็นโครงการใหม่

มาตรการเยียวยา แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก มี 3 มาตรการหลัก ได้แก่

  1. มาตรการด้านการเงิน ซึ่ง ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที
    1. สินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ประชาชนผู้ประกอบการ และเกษตรกร โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จะปล่อยสินเชื่อแก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.35 ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี และไม่ต้องชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก ระยะเวลาดำเนินโครงการเริ่มตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติเห็นชอบไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564
    2. มาตรการพักชำระหนี้ในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยมอบหมายให้สถาบันการเงินขยายเวลาการพักชำระหนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2564 เพื่อลดภาระทางการเงินให้ประชาชนสามารถนำเงินที่จะต้องใช้ชำระหนี้ไปใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ซึ่งจะเป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ โดยมาตรการนี้จะเป็นไปตามความสมัครใจของลูกหนี้เป็นหลัก
  2. มาตรการด้านการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ซึ่ง ครม. เห็นชอบให้ดำเนินการได้ทันที
    1. ลดค่าไฟฟ้า ให้แก่ประชาชนทั่วไปและกิจการขนาดเล็กทั่วประเทศในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกิจการที่ถูกปิดชั่วคราว ดังนี้
      1. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน จะได้รับสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยแรก
      2. บ้านที่อยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วย ถ้าหน่วยที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับที่ใบแจ้งหนี้ของเดือนเมษายน 2564 ให้คิดค่าใช้ไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ไฟฟ้าจริง หากมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าใบแจ้งหนี้ ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
      3. บ้านที่อยู่อาศัย ที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือน เมษายน 2564 ให้คิดค่าไฟฟ้าตามหน่วยการใช้ ดังนี้

        – สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564

        – สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 500 หน่วยต่อเดือน แต่ไม่เกิน 1,000 หน่วยต่อเดือน ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 บวกด้วยหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 50

        – สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 1,000 หน่วย ให้คิดค่าไฟฟ้าเท่ากับหน่วยการใช้ไฟฟ้าของใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 บวกด้วยหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่าหน่วยการใช้ไฟฟ้าขอใบแจ้งค่าไฟฟ้าเดือนเมษายน 2564 ในอัตราร้อยละ 70 โดยให้เป็นส่วนลดค่าไฟฟ้าก่อนการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

      4. กิจการขนาดเล็ก จะได้สิทธิ์ใช้ไฟฟ้าฟรี 50 หน่วยแรกในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564
    2. ลดค่าน้ำประปา โดยลดลงร้อยละ 10 เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) เป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าน้ำประปาประจำเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564
  3. มาตรการต่อเนื่องด้านการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน มี 2 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 85,500 ล้านบาท โดย ครม. เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ได้มีมติให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งนำเสนอเห็นชอบเพิ่มเติม ดังนี้
    1. การเพิ่มวงเงินโครงการ “เราชนะ” อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ครอบคลุมประชาชนผู้มีสิทธิเดิม 32,900,000 คน โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 67,000 ล้านบาท
    2. การเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ “ม.33 เรารักกัน” อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ แรงงานผู้ประกันตนได้รับการแบ่งเบาค่าครองชีพ 9,270,000 คน โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 18,500 ล้านบาท

สำหรับ มาตรการระยะที่สอง รัฐบาลได้วางกรอบเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2564 แต่ทั้งนี้จะต้องขึ้นกับว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 จะคลี่คลายลงแล้วจริงหรือไม่ ขณะนี้ ตัวอย่างโครงการที่ได้มีการหารือในหลักการเบื้องต้น เช่น

  1. มาตรการลดภาระค่าครองชีพ 2 โครงการ ได้แก่
    1. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยคาดว่า จะพิจารณาเพิ่มเงินสนับสนุนเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2564 ครอบคลุม ประชาชนประมาณ 13.6 ล้านคน
    2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยคาดว่า จะเพิ่มเงินสนับสนุนเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่กรกฎาคม – ธันวาคม 2564 ครอบคลุม ประชาชนประมาณ 2.5 ล้านคน
  2. มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้สูง ได้แก่
    1. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3ซึ่งคาดว่า จะยังใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ เป็นการ “ร่วมจ่าย” ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ในหลักการ ได้มีการหารือเบื้องต้นไว้ว่า รัฐบาลจะสนับสนุนวงเงินใช้จ่ายสูงสุด 150 บาทต่อคนต่อวัน สูงสุด 3,000 บาท ครอบคลุมผู้ใช้สิทธิ 31,000,000 คน เป็นเวลา 6 เดือน
    2. โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” จะเป็นโครงการใหม่ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Voucher ให้แก่ประชาชนนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้า อาหาร และเครื่องดื่ม ค่าบริการ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยต้องใช้กับผู้ประกอบการร้านค้าหรือบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งติดตั้งแอปพลิเคชันถุงเงินในโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้”

โครงการนี้ได้กำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน ซึ่งคาดว่าประชาชนจะได้รับการสนับสนุน e-Voucher จากรัฐบาล ในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม 2564 ก่อนจะสามารถนำ e-Voucher ไปใช้จ่ายได้ในเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม 2564 โครงการนี้จะให้สิทธิแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ในเบื้องต้นคาดว่ามีจำนวน 4 ล้านคน โครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่าย และสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ขอย้ำว่า มาตรการในระยะที่ 2 นี้ ยังเป็นเพียงการหารือในหลักการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังจะต้องเร่งดำเนินการในรายละเอียดเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ต่อไป ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า หากสามารถดำเนินมาตรการระยะที่ 2 ทั้ง 4 โครงการได้จริง จะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า 51 ล้านคน และจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 473,000 ล้านบาท ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีโอกาสฟื้นตัวได้มากขึ้น

สำหรับโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เฟส 3 และโครงการ “ทัวร์เที่ยวไทย” นั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ได้เห็นชอบให้เลื่อนการดำเนินการออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า ทั้งหมดนี้ คือ การดำเนินการอย่างเต็มที่ของรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ในการบริหารจัดการแก้ปัญหาวิกฤตโควิด-19 ทั้งด้านการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด และการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กัน


#ประเทศไทยต้องชนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *