รัฐบาลหนุนเกษตรกรตัดอ้อยสด
เพื่อลดฝุ่น PM 2.5
ต่อเป็นปีที่สาม

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ในฤดูการผลิตปี 2563/2564 กรอบวงเงิน 6.05 พันล้านบาท โดยรัฐจะให้ความช่วยเหลือในอัตรา 120 บาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้ายรวมกับเงินช่วยเหลือแล้ว ไม่ต่ำกว่าตันละ 1,100 บาท
  • ที่ผ่านมา โครงการนี้สามารถช่วยลดปริมาณอ้อยไหม้ไฟที่เข้าสู่หีบอ้อยจากเดิมในปี 2562 ที่สูงกว่าร้อยละ 60 เหลือร้อยละ 49.65 และร้อยละ 26 ในปี 2563 และ 2564 ตามลำดับ คิดเป็นพื้นที่การเผาในที่โล่งที่ลดลงได้ถึงกว่า 4 ล้านไร่
  • รัฐบาลคาดการณ์ว่า การดำเนินโครงการนี้ จะช่วยให้การปลูกไร่อ้อยมีความยั่งยืนและจะค่อย ๆ ลดปริมาณการเผาอ้อยให้เหลือไม่เกินร้อยละ 10 จากปริมาณอ้อยทั้งหมด 80 ล้านตันในปี 2565 และ ไม่เกินร้อยละ 5 จากปริมาณอ้อย 100 ล้านตัน ในปี 2566

“อ้อย” คือหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของประเทศ แต่กรรมวิธีการเผาอ้อยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของไทย รัฐบาลจึงพยายามรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเกษตรกรชาวไร่อ้อย และได้ออกมาตรการที่จะจูงใจให้การเผาอ้อยค่อย ๆ หมดไปในที่สุด

หนึ่งในกลไกการแก้ปัญหาดังกล่าวของรัฐบาลโดยการนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ การมอบเงินอุดหนุนแก่เกษตรกรที่ตัดอ้อยโดยวิธีการตัดอ้อยสด ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ฤดูการเก็บเกี่ยวปี 2562/2563 และมีความสำเร็จในการจูงใจให้เกษตรกรไร่อ้อยเปลี่ยนจากการเผามาตัดอ้อยสดมากขึ้น ซึ่งได้ช่วยลดการเผาในที่โล่ง อันเป็นต้นเหตุหนึ่งของฝุ่น PM 2.5

ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ต่อเนื่องในฤดูการผลิตปี 2564/2565 เป็นปีที่ 3 ภายในกรอบวงเงิน 6.05 พันล้านบาท ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ โดยใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (หรือ ธ.ก.ส.)


หลักเกณฑ์ของโครงการ

  1. ชาวไร่อ้อยที่จะรับเงินอุดหนุนตามโครงการ ต้องเป็นผู้จดทะเบียนเกษตรกร และมีสัญญาส่งอ้อยให้โรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตเอทานอล โรงงานผลิตน้ำตาลทรายแดงก่อนปิดหีบอ้อย ซึ่งคาดว่าปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าข่ายรับสิทธิอยู่ราว 3 แสนราย
  2. อ้อยที่นำส่งต้องเป็น “อ้อยสดคุณภาพดี” กล่าวคือ อ้อยสดที่ไม่ถูกไฟไหม้ ยอดไม่ยาว ไม่มีสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อ้อยตามธรรมชาติปนเปื้อน เช่น ดิน ทราย กาบ ใบ ฯลฯ
  3. รัฐจะให้ความช่วยเหลือในอัตรา 120 บาทต่อตัน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดได้รับราคาอ้อยขั้นสุดท้ายรวมกับเงินช่วยเหลือแล้ว ไม่ต่ำกว่าตันละ 1,100 บาท
  4. ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีธนาคารของชาวไร่อ้อยทุกรายโดยตรง สำหรับหัวหน้ากลุ่มชาวไร่อ้อยซึ่งได้รวบรวมอ้อยจากเกษตรกรรายย่อยเพื่อส่งให้กับโรงงานต่าง ๆ จะต้องแสดงบัญชีรายชื่อชาวไร่อ้อยที่อยู่ในสังกัด พร้อมระบุจำนวนต้นอ้อยสดของเกษตรการแต่ละราย เพื่อ ธ.ก.ส. จะได้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของชาวไร่อ้อยรายย่อยโดยตรง โดยคาดว่าเกษตรกรจะเริ่มได้รับเงินในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน 2564

รัฐหนุน “อ้อยสด” แทน “อ้อยเผา” มุ่งสู่ความยั่งยืน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยอยู่จำนวน 10,988,489 ไร่ สามารถส่งอ้อยเข้าโรงงานได้ปีละกว่า 92 ล้านตัน เพื่อแปรรูปออกมาเป็นน้ำตาลทรายได้มากเป็นอันดับ 5 ของโลก และทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลมากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศบราซิล

แต่เนื่องจากใบอ้อยมีความแหลมคม เกษตรกรไทยส่วนมากจึงเลือกใช้วิธีการ “เผาอ้อย” ในการเก็บเกี่ยวเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลอกกากใบอ้อยออกก่อนการตัด โดยจะดำเนินการเผาเก็บในระหว่างฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยช่วงเดือนธันวาคม – เมษายน ซึ่งตรงกับฤดูไฟป่า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงเวลาดังกล่าวของทุกปี

กล่าวได้ว่า กรรมวิธีการเผาอ้อยนั้น แม้จะสะดวกสบายต่อเกษตรกร แต่เป็นการผลักภาระต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมให้แก่สังคม โดยสร้างมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเกษตรกรเองและประชาชนอย่างกว้างขวาง รวมถึงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและภูมิภาค

การเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อย มาใช้วิธีตัดอ้อยสดโดยไม่ต้องเผา หรือที่เรียกว่า “การตัดอ้อยสด” นั้น นอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีประโยชน์กับเกษตรกรหลายประการ

ประการแรก คือ อ้อยที่ตัดสดจะมีคุณภาพดีกว่าอ้อยไหม้ไฟ โดยให้ค่าความหวานสูงกว่าและเก็บรักษาได้นานกว่า

ประการที่สอง คือ เกษตรกรสามารถนำเศษเหลือใช้จากการตัดอ้อยสดไปขายต่อสร้างรายได้เพิ่ม โดยในปัจจุบันมีการรับซื้อไฟเบอร์จากอ้อยสด ได้แก่ ยอด กาบ ใบ และชานอ้อยที่หน้าโรงงานในราคาประมาณ 800 – 1,000 บาทต่อตัน และที่หน้าไร่ในราคาประมาณ 300 – 500 บาทต่อตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และทำการวิจัยทางวัสดุศาสตร์ เช่น เส้นใยทอผ้า กระดาษ พลังงานทดแทน และวัสดุแทนพลาสติก เป็นต้น

ประการที่สาม คือ เกษตรกรยุคใหม่ที่สามารถเข้าถึงเงินทุน จะสามารถใช้โอกาสนี้เปลี่ยนจากแรงงานคนในการเก็บเกี่ยว มาใช้ “รถตัดอ้อย” ซึ่งช่วยให้ประหยัดทั้งค่าแรงงานและเวลา เป็นต้น


การสนับสนุนการตัดอ้อยสดใน 2 ปีแรก และเป้าหมายสำหรับ 2 ปีหน้า

หากมองย้อนไปดูสภาพการ์ณในฤดูกาลผลิตในปี 2561/2562 ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการนี้ พบว่ามีการเผาในที่โล่งเพื่อเก็บเกี่ยวอ้อยเป็นอย่างมาก โดยสามารถวัดได้จากปริมาณอ้อยไหม้ไฟที่ถูกส่งเข้าสู่หีบอ้อยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนปริมาณมากถึงร้อยละ 61.11

ผลจากการดำเนินโครงการอุดหนุนชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวโดยการตัดอ้อยสดของรัฐบาลในสองปีแรก พบว่า สามารถลดสัดส่วนปริมาณอ้อยไหม้ไฟดังกล่าวลง จากร้อยละ 61.11 เหลือร้อยละ 49.65 ในฤดูกาลผลิตปี 2562/2563 และร้อยละ 26.36 ในฤดูกาลผลิตปี 2563/2564 คิดเป็นการลดพื้นที่การเผาในที่โล่งซึ่งเป็นต้นเหตุของ PM 2.5 ได้แล้วกว่า 4 ล้านไร่

สำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งต่อไป ในรอบปี 2564/2565 และ 2565/2566 รัฐบาลคาดว่า โครงการนี้จะสามารถช่วยให้สัดส่วนอ้อยไหม้ไฟที่เข้าหีบลดลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยให้เหลือไม่เกินร้อยละ 10 จากปริมาณอ้อยเข้าหีบจำนวน 80 ล้านตันในปีฤดูการผลิต 2564/2565 (หรือราว 8 แสนตัน) และไม่เกินร้อยละ 5 จากปริมาณอ้อย 100 ล้านตัน ในฤดูการผลิตปี 2565/2566 (หรือราว 5 ล้านตัน)


ก้าวต่อไปของชาวไร่อ้อยตัดสด

โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดสด ไม่เพียงเป็นกลไกแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยเลือกจะตัดอ้อยสดแทนการเผาเพื่อช่วยลดฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น แต่ยังจะทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตอ้อยที่มีคุณภาพ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายวัสดุเหลือใช้จากการตัดอ้อยสด ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังขยายตัวตามธุรกิจที่ต้องการวัสดุเหลือใช้จากอ้อยสดเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ

ตลาดสำหรับวัสดุเหลือใช้จากการตัดอ้อยสดนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตยิ่งขึ้นอีก เพราะปัจจุบัน รัฐบาลมีนโยบายต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมกลไกตลาดของธุรกิจที่ใช้วัสดุเหลือใช้จากเกษตรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับวาระแห่งชาติว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือที่มักเรียกกันสั้น ๆ ว่า เศรษฐกิจ BCG โมเดล ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมการสร้างโรงงานไฟฟ้าชีวมวลจากอ้อยในระดับชุมชน ตามโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งยึดหลักการสำคัญ คือ ไม่ให้ราคาวัตถุดิบที่เกษตรกรจะขายให้แก่โรงงาน เช่น อ้อย ตกต่ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (หรือ BOI) ยังให้สิทธิประโยชน์ว่าด้วยการยกเว้นภาษีแก่กิจการเกี่ยวกับผลพลอยได้ทางการเกษตร ซึ่งแม้ว่า ณ วันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับอ้อยยังครอบคลุมเฉพาะกากน้ำตาล แต่ในอนาคตอาจจะขยายรวมไปถึงไฟเบอร์ ชานอ้อย และกากอ้อยด้วย โดยรัฐสภากำลังพิจารณารายละเอียดเหล่านี้ในร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งร่างกฎหมายใหม่ที่เกษตรไร่อ้อยควรติดตามเพื่อท่านจะได้ทราบถึงกลไกทางกฎหมายที่จะช่วยเกษตรกรตัดสินใจและวางแผนการปลูกและการเก็บเกี่ยวอ้อย เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ต่อไร่ได้สูงสุดและมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต


แหล่งที่มาข้อมูล

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/41623
https://www.prachachat.net/economy/news-606566
https://www.thebangkokinsight.com/news/environmental-sustainability/535434/

ท่านสามารถศึกษาร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพิ่มเติมได้ที่

https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=65278

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *