ระบบสั่งซื้อทุเรียนจากชาวสวน
ล่วงหน้าเพื่อการส่งออก
โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ใจความสำคัญ

  • ประเทศไทยได้ฉายาว่าเป็นเมืองแห่งผลไม้ โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ที่มียอดส่งออกเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจของสถานการณ์โรคโควิด-19 รัฐบาลจึงส่งเสริมให้เกษตรกรขายทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ ฟรุตบอร์ด (Fruit Board) ได้ผลักดันให้มีการสั่งซื้อล่วงหน้าหรือ พรี-ออเดอร์ ซึ่งล่าสุดพบว่า มียอดการสั่งจำนวน 20 ตันจากประเทศจีนทันที
  • การพรี-ออเดอร์ทุเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จะช่วยให้ชาวสวนสามารถขายทุเรียนได้ตรงสู่ผู้ซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาที่ได้รับจากโรงรับซื้อผลไม้หรือ “ล้ง” และยังช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรสามารถยกระดับการปลูกทุเรียน เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานการส่งออก นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางในการส่งเสริมการขายทุเรียนที่ไม่ได้ขนาดตามมาตรฐานให้ได้ราคาดีขึ้นอีกด้วย

ทุเรียน ได้รับการขนานนามว่า “ราชาแห่งผลไม้” เพราะมีลักษณะภายนอกที่เป็นหนามคล้ายมงกุฎของพระราชา ส่วนเนื้อในก็มีรสชาติอร่อยถูกปากทั้งคนไทยและต่างชาติ ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตทุเรียนอันดับต้น ๆ ของโลก ทั้งเพื่อขายให้ผู้บริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก โดยลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คือ จีน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนเป็นอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87.79 ของมูลค่าส่งออกผลไม้ของไทยจำนวน 5,534 ล้านบาท โดยการส่งออกทุเรียนในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9.53 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตลาดสำคัญรองลงมา คือ ตลาดฮ่องกง และตลาดเวียดนาม

ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญต่อการค้าทั้งในและระหว่างประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจึงได้รับการสนับสนุนให้ปรับตัวหันมาใช้ช่องทางการขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มทั้งของไทยและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงกว่าการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง และช่วยเพิ่มมูลค่าของทุเรียนที่ขนาดไม่ได้ตามมาตรฐานการส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทำให้ชาวสวนได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องฝากความหวังไว้ที่การขายผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือล้ง เพียงอย่างเดียว

ข้อมูลในปี 2563 โรงรับซื้อผลไม้หรือ “ล้ง” รับซื้อทุเรียนหมอนทองเพียง 150 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบัน เจ้าของสวนสามารถขายทางแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ถึง 180 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนทุเรียนที่ขนาดไม่ได้มาตรฐานส่งออก โดยปกติ ล้งจะกดราคาลงมาถึง 50-60 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาขายทางออนไลน์ คัดคุณภาพเนื้อดีรสชาติอร่อย ไม่เน้นขนาด รูปทรง กลับขายได้ถึง 150 บาทต่อกิโลกรัมเลยทีเดียว

รัฐบาลของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีนโยบายสนับสนุนการขายทุเรียนและผลไม้ทุกชนิดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยกันเร่งหาช่องทางการขายเชิงรุกทั้งในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศให้มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการเจาะตลาดใหม่ ๆ ในมณฑลต่าง ๆ ของจีนที่ยังมีกำลังซื้ออย่างมหาศาล

เมื่อเดือนเมษายน 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ “ฟรุตบอร์ด” ได้เห็นชอบโครงการจำหน่ายผลไม้บนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบสั่งซื้อล่วงหน้า หรือพรี-ออเดอร์ โดยเมื่อเปิดรับพรี-ออเดอร์ ก็มีคำสั่งซื้อจากจีนทันทีเป็นจำนวนถึง 20 ตัน หรือเกือบ 10,000 ลูก -ภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง พร้อมมีการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ โดยแฟลตฟอร์มออนไลน์นี้เป็นผลสำเร็จจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ สหกรณ์ผลไม้เมืองขลุง จ.จันทบุรี และบริษัท รอยัลฟาร์ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าและส่งออกผลไม้ไปประเทศจีน

เมื่อวันที่ 27 เมษายน ผลจากการพรี-ออเดอร์ดังกล่าว ได้มีการจัดส่งทุเรียน 20 ตันตามยอดการสั่งซื้อล่วงหน้าจากสหกรณ์เมืองขลุง จ.จันทบุรี ขึ้นเครื่องบินสายการบินเซินเจิ้นแอร์ไลน์แบบเช่าเหมาลำจากสนามบินสุวรรณภูมิไปสู่ประเทศจีน และเมื่อถึงสนามบินเซินเจิ้น ก็มีผู้ประกอบการชาวจีนนำทุเรียนสดจากสวนส่งตรงไปยังลูกค้าที่สั่งจองมาทันที

การขายแบบพรี-ออเดอร์นี้ ช่วยให้ชาวสวนที่เป็นสมาชิกสหกรณ์เมืองขลุงมีความมั่นใจและมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ได้ราคาหน้าล้งระหว่าง 105-110 บาท แต่ปัจจุบัน บริษัท รอยัล ฟาร์ม กรุ๊ป รับซื้อในราคา 130 บาท ได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 20 บาทต่อกิโลกรัมเป็นอย่างน้อย

อีกหนึ่งข้อดีของโครงการนี้ คือ ช่วยกระตุ้นให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพในการปลูกทุเรียน เพื่อให้ผลที่ออกมามีมาตรฐานตามที่ตลาดส่งออกต้องการ เช่น เกรดพรีเมี่ยม เกรด A B ต้องมีน้ำหนัก 2-5 กิโลกรัมต่อลูก ต้องมีผลเต็ม 3 พูและอีก 1-2 เม็ด เนื้อแห้งร้อยละ 3 (ระยะเวลาสุก 3-5 วัน) เมื่อสินค้ามีคุณภาพตามมาตรฐานดังกล่าวและได้รับการรับรองแล้ว ก็สามารถกำหนดราคาขายที่แพงกว่าราคาตลาดได้

นางอุไร เปี่ยมคูหา เลขานุการสหกรณ์เมืองขลุง จำกัด เผยว่า การขายผ่านระบบพรี-ออเดอร์ นับว่า ตอบโจทย์มาก เพราะช่วยให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์มีตลาดรองรับที่แน่นอน ขอเพียงปลูกพรี-ออเดอร์ให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ โดยสหกรณ์เมืองขลุง มีสมาชิกกว่า 2,000 คน มีความตั้งใจที่จะเป็นศูนย์กลางเพื่อการส่งออกและจำหน่ายพรี-ออเดอร์ไทย ร่วมกันสร้างแบรนด์พรี-ออเดอร์ไทย และเมื่อรัฐบาลให้การสนับสนุนช่วยให้มีผู้รับซื้อ เกษตรกรก็มีความมั่นใจว่า พรี-ออเดอร์ที่ออกมาในแต่ละฤดูกาลจะขายได้ในราคาดี ซึ่งช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งขณะนี้ก็มียอด พรี-ออเดอร์ เข้ามาอีกจำนวนมาก

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมกับสถาบันทุเรียนไทย ประเมินว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือในปี 2568 ประเทศจีนจะยังคงเป็นผู้นำเข้าทุเรียนรายใหญ่ของโลกด้วยจำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวจากปัจจุบัน

ในอาเซียน แม้ขณะนี้ประเทศอินโดนีเซียจะครองแชมป์การผลิตทุเรียนมากที่สุดในโลก แต่ด้วยทุเรียนของประเทศไทยที่คุณภาพดี ตรงตามมาตรฐานการส่งออก รวมทั้งมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น จึงมีโอกาสที่ไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกทุเรียนมากที่สุดในโลกได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ การส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทุเรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น และการเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในมณฑลชั้นในของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และอินเดีย รวมทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์และระบบพรี-ออเดอร์ จึงเป็นมิติใหม่ในการจำหน่ายและเพิ่มมูลค่าของผลไม้ไทยอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลยังได้สั่งการให้ทูตเกษตรของไทยที่ประจำการอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เร่งหาตลาดใหม่ ๆ ให้เกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *