รวมมาตรการ
ด้านการเงิน
เพื่อแก้ปัญหาหนี้
ให้ประชาชน

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลได้ออกมาตรการด้านการเงินมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยและมีภาระหนี้สิน อาทิ มาตรการสินเชื่อ “สู้ภัยโควิด-19” ผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ รายละ 10,000 บาท มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 ทั้งลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำและเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ รวมทั้งการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ และขยายเวลาการชำระคืนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

สืบเนื่องจากการที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน และการจ้างงาน รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการทางการเงินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปให้สามารถหลุดออกจากกับดักหนี้ และมีเงินพอที่จะจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน รวมทั้งหาวิธีเพิ่มทุนรอนและเพิ่มสภาพคล่องให้กิจการต่าง ๆ สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ในสถานการณ์วิกฤตนี้

ในส่วนของมาตรการสินเชื่อ “สู้ภัยโควิด-19” ประกอบด้วย

  • ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. ปล่อยกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยมีวงเงินรวมธนาคารละ 10,000 ล้านบาท สำหรับผู้กู้ธนาคารละ 1 ล้านคน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงาน/ลูกจ้างหน่วยงานเอกชนที่มีเงินเดือนประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย รวมถึงเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน
  • เป็นการให้สินเชื่อรายละ 10,000 บาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกันและไม่ต้องผ่อนชำระเงินต้น-ดอกเบี้ย 6 งวดแรก และมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 0.35 ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 3 ปี
  • ระยะเวลาดำเนินโครงการ วันที่ 26 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าจะครบจำนวนวงเงินโครงการ

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมมาตรการ “สู้ภัยโควิด-19” ของธนาคารออมสิน

  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุครบ 20 ปี ขึ้นไป ทั้งผู้มีรายได้ประจำ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกรรายย่อย โดยต้องไม่เป็นผู้ที่มีรายได้จากภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
  • เปิดให้ลงทะเบียนขอสินเชื่อได้ทางแอปพลิเคชัน “MyMo” ของธนาคารออมสิน หากท่านมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารออมสิน Call Centre โทร 1115

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมมาตรการ “สู้ภัยโควิด-19” ของธนาคาร ธ.ก.ส

  • เป็นเกษตรกรรายย่อย หรือลูกจ้างภาคการเกษตร สัญชาติไทย อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ทั้งนี้ ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน
  • แจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อผ่านไลน์ ธ.ก.ส. BAAC Family หรือทางเว็บไซต์ของธนาคาร ที่ https://www.baac.or.th/covid19/ และ Call Center โทร 0-2555-0555

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ระยะที่ 3 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ยังคงมีกระแสเงินสดสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ ประกอบอาชีพ และดำเนินธุรกิจ โดยลูกหนี้ที่จะเข้าร่วมมาตรการนี้จะต้องไม่ค้างชำระหนี้มากกว่า 3 เดือน ณ วันที่ 1 มีนาคม 2563 (ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL) ลูกหนี้สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2564 จากธนาคารและสถาบันการเงินที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งจะครอบคลุมสินเชื่อ 4 ประเภท ดังนี้

  1. บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยจะช่วยขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น เปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาว และหากขยายเวลาผ่อนชำระเกินกว่า 48 งวด ขอให้สถาบันการเงินลดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าอัตราเพดาน (บัตรเครดิตร้อยละ 12 และสินเชื่อบุคคล ร้อยละ 22 ต่อปี) รวมทั้งให้รวมหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ
  2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์

    รถยนต์ มีทั้งการลดค่างวด การพักชำระค่างวดหรือคืนรถ (เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบรุนแรง) และการรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น

    รถจักรยานยนต์ ลดค่างวด และรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น

  3. การเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์

    รถยนต์ ลดค่างวดหรือขยายเวลาผ่อนชำระ พักชำระค่างวดโดยยกเว้นดอกเบี้ยช่วงที่พัก หรือคืนรถ (เฉพาะผู้ได้รับผลกระทบรุนแรง) และให้รวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น หากลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชี ให้ลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

    รถจักรยานยนต์ ลดค่างวดหรือขยายเวลาการผ่อนชำระ และรวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น หากลูกหนี้ชำระค่าเช่าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชี ให้ลดดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ตามข้อกำหนดของ สคบ.

    ทั้งนี้ เมื่อให้ความช่วยเหลือในข้างต้นแล้ว เมื่อทำสัญญาใหม่ อัตราดอกเบี้ยตลอดอายุสัญญาจะต้องไม่สูงกว่าอัตราเดิม

  4. สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน

    – บรรเทาภาระหนี้โดยการลดค่างวด หรือพักชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน หรือพักเงินต้น และพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย หรือพักชำระค่างวด

    – ให้ลูกหนี้สามารถทยอยชำระคืนเป็นขั้นบันได ตามความสามารถของลูกหนี้

    – รวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น

ทั้งนี้ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่ธนาคารและสถาบันการเงินเสนอให้ลูกหนี้ ซึ่ง ธปท. ได้รวบรวมไว้ได้ที่ https://www.bot.or.th/Thai/FinancialInstitutions/Documents/640125_Infographic.pdf

นอกจากการติดต่อธนาคารและสถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการแล้ว ท่านยังสามารถขอความช่วยเหลือได้จากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ที่ โทร 1213 หรือทางเว็บไซต์ “ทางด่วนแก้หนี้” ที่ https://www.1213.or.th/App/DebtCase

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ โดยขอความร่วมมือจากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด หรือพิโกไฟแนนซ์ ให้ช่วยเหลือลูกหนี้ ดังนี้

  • ลดค่างวดหรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้
  • เปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว
  • พักชำระค่างวดหรือพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน หรือพักเงินหรือพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย หรือวิธีการอื่นใดที่จะสามารถช่วยบรรเทาภาระหนี้กับลูกหนี้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่ง ธปท. สำนักงานศาลยุติธรรม และ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ – 14 เมษายน 2564 ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับอย่างดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้ขยายเวลาออกไป โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้ามารับบริการไกล่เกลี่ยหนี้ได้มากยิ่งขึ้น โดยข้อมูลการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครั้งแรก มีลูกหนี้เข้ามาขอใช้บริการจำนวน 6 แสนบัญชี และมีลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือแล้ว 1.5 แสนบัญชี มูลหนี้เฉลี่ยราว 5.8 หมื่นบาท คิดเป็นมูลหนี้ทั้งสิ้น 8,600 ล้านบาท

ท่านที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://www.1213.or.th/app/dmed/V1 ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามประเภทหนี้ ดังนี้

  • มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน เปิดให้ลงทะเบียน 14 กุมภาพันธ์ ถึง 30 มิถุนายน 2564
  • มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ที่ไม่มีหลักประกันที่โอนมาที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เปิดให้ลงทะเบียน 17 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2564

ทั้งนี้ ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน โทร 1213

ล่าสุด ธปท. ยังได้จัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อออนไลน์ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยลดภาระของลูกหนี้ในการชำระหนี้ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

สำหรับคุณสมบัติของลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการไกล่เกลี่ยหนี้เช่าซื้อ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. กลุ่มที่ไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL หรือเป็น NPL แล้วแต่ยังไม่โดนยึดรถ และได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 จะได้รับการยืดอายุการชำระหนี้ หรือข้อเสนอที่สอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 หรือให้พักหนี้ได้เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  2. กลุ่มที่โดนยึดรถแต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด จะได้รับการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ และชะลอการขายทอดตลาด เพื่อให้สามารถนำรถไปใช้ในการประกอบอาชีพ และนำรายได้มาส่งค่างวดให้กับเจ้าหนี้ได้
  3. กลุ่มโดนยึดรถและถูกขายทอดตลาดแล้วและยังมีหนี้ส่วนขาด จะได้รับความช่วยเหลือในเรื่องการคำนวณยอดหนี้คงค้างที่เหลือในกรณีที่ราคาขายทอดตลาดต่ำกว่าหนี้ที่มีอยู่

มาตรการนี้ ธปท. ประเมินว่าจะมีลูกหนี้เช่าซื้อได้รับความช่วยเหลือจำนวน 1 แสนบัญชี คิดเป็นยอดหนี้เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 3.8 แสนบาท หรือคิดเป็นมูลค่า 3.8 หมื่นล้านบาท

ท่านสามารถลงทะเบียนขอไกล่เกลี่ยหนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 กรกฎาคม 2564 ผ่านเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ https://www.1213.or.th/app/dmed/V1 รวมทั้งเว็บไชต์ของผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วมมหกรรมนี้

สำหรับลูกหนี้ กยศ. รัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิด จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ขยายเวลาไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. ลดดอกเบี้ยปรับร้อยละ 100 สำหรับการชำระหนี้เพื่อปิดบัญชี
  2. ลดเบี้ยปรับร้อยละ 80 สำหรับผู้กู้ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและชำระหนี้ค้างทั้งหมดให้มีสถานะปกติ
  3. ลดเงินต้นร้อยละ 5 สำหรับผู้กู้ที่ไม่เคยผิดนัดชำระ
  4. ลดอัตราการคิดเบี้ยปรับเหลือร้อยละ 0.5 ต่อไป สำหรับผู้กู้ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
  5. ชะลอการฟ้องดำเนินคดีสำหรับการผิดนัดชำระประจำปี 2563 และ 2564
  6. งดการขายทอดทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกันเข้าสู่ตลาด ทั้งของผู้กู้และของผู้ค้ำประกัน
  7. ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 0.01 ต่อปีสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างชำระเงินคืน และไม่เคยเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2564
  8. ยกเลิกการกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันการชำระเงินคืน สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ได้รับอนุมัติให้กู้ยืมเงินและทำสัญญากู้ยืมเงินใหม่ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งได้รวบรวมมาไว้ ณ ที่นี้

มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และมาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” คลิกที่นี่
มาตรการยกเว้นภาษีสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้”
มาตรการลดเงินสมทบผู้ประกันตนอีก 3 เดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2564
ขยายเวลามาตรการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ยา-เครื่องมือแพทย์สู้โควิด-19 ที่นำเข้าเพื่อบริจาค
พระราชกำหนดลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งแบบรายเดือนลดเหลือ 3% ต่อปี และดอกเบี้ยผิดนัดชำระ เหลือ 5% นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดแบบใหม่เป็นธรรมมากขึ้น
มาตรการช่วยเหลือผู้พิการ มีตั้งแต่จ่ายเงินเยียวยา พักชำระหนี้ และสินเชื่อ
ปิดท้ายด้วย “แพ็คเกจเยียวยาโควิด-19 รอบใหม่”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *