มาตรการด้านเศรษฐกิจช่วงโควิด ระยะที่สาม วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท จะถึงมือใครบ้าง

พร้อมรับมือโควิด-19, มาตรการช่วยเหลือประชาชน, 14 เมษายน 2563

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้เข้ามาสร้างผลกระทบต่อตัวเราและคนรอบข้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ชีวิตก็ยังต้องก้าวต่อไป แม้อยู่ในช่วงลำบากก็ต้องฮึดสู้ รวบรวมแรงกายแรงใจ แล้วเดินทางต่อไปด้วยกัน

รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเป็นระยะ  ล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศมาตรการดูแลและเยียวยาโควิด-19 ระยะ 3 ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกมาช่วยเหลือประชาชน-ผู้ประกอบการ  ภายใต้วงเงินกว่า 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีการพิจารณาแล้วว่า  กรอบวงเงินเดิมที่วางไว้จะไม่เพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจในช่วงต่อจากนี้ไป

สำหรับมาตรการดูแลและเยียวยาโควิด-19 ระยะ 3  ผ่านการออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ จะมีอะไรบ้าง และใครบ้างที่จะเข้าข่ายได้รับความช่วยเหลืออย่างไร รายละเอียดเบื้องต้นมีดังนี้

  1. ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ มาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และด้านการแพทย์และสาธารณสุข วงเงิน 6 แสนล้านบาท โดยเน้นเงินเพิ่มเติมตามความจำเป็นต้องใช้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และการดูแลด้านสาธารณสุข รวมถึงการเยียวยาและดูแลประชาชนผู้เดือดร้อน ทั้งกลุ่มลูกจ้าง ลูกจ้างอิสระ ผู้ประกอบการ ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรอันเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ที่ได้รับทั้งผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  และอีกส่วนคือ มาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท  เป็นโครงการดูแลสนับสนุนเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน

    งบประมาณส่วนหลังนี้ จะลงไปสู่ชุมชนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ และการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยจะทำงานผ่านผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน โดยจะมีเครือข่ายด้านการพัฒนาชุมชนเข้ามีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด   นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมการบริโภคและกระตุ้นการลงทุนต่าง ๆ เพื่อทำให้สภาวะเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับปกติได้โดยเร็ว

  1. ร่างพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. soft loan) เพื่อดูแลภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs วงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
    • อนุญาตให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้แก่สถาบันการเงินต่าง ๆ ในอัตรา 0.01% ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับ SMEs ที่ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL และมียอดคงค้างของสินเชื่อเดิมไม่เกิน 500 ล้านบาท ในวงเงินไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อเดิม โดยสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยจาก SMEs เพียง 2% และ SMEs จะไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ย สำหรับสินเชื่อที่ได้เพิ่มเติมนี้ เป็นระยะเวลา 6 เดือน
    • ให้สถาบันการเงินพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ให้ SMEs ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท      และเป็นลูกหนี้ชั้นดี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 งบในส่วนนี้ จะช่วยลดภาระให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงขนาดกลาง พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป สำหรับ SMEs ที่สนใจ สามารถขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารที่ท่านเป็นลูกค้าและมีวงเงินสินเชื่ออยู่
  1. ร่างพระราชกำหนดการสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตราสารหนี้ภาคเอกชน พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. BSF) สำหรับเพิ่มสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนและระบบการเงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยการตั้งกองทุนรวม Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund หรือ BSF และให้ ธปท. ซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว

ในส่วนนี้คือการเข้าดูแลระบบการเงินระดับประเทศ  เพื่อดูแลเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนและกลไกของตลาดการเงินให้ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประชาชนทั่วไป ก็ได้ประโยชน์จากส่วนนี้ เพราะหากกลไกของตลาดตราสารหนี้ไม่สามารถทำงานได้ปกติ ก็จะเกิดปัญหาไปทั้งระบบ และในที่สุด สิ่งที่จะกระทบกับประชาชนก็จะมาจากแหล่งเงินออมของเราทั้งหลาย อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  กองทุนประกันสังคม เป็นต้น ที่มีการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องร่วมกับ ธปท. ในการออกมาตรการนี้เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

หากเทียบมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลทั่วโลกนำมาช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ พบว่า ประเทศไทย มีการให้ความช่วยเหลือในส่วนนี้ คิดเป็น 12% ของ GDP ซึ่งมากกว่าประเทศใหญ่ๆ อีกหลายประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่มีวงเงินอยู่ที่ 10.8% ของ GDP หรือ ประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ที่มีวงเงินอยู่ที่ 10.7% ของ GDP  ซึ่งมาตรการในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนและพยุงเศรษฐกิจของไทยให้ผ่านพันวิกฤตินี้ไปได้

หมายเหตุ ขอขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุค Ksecurites

แน่นอนว่า พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ เป็นยาขนานใหญ่ที่ช่วยสมานแผลไม่ให้เรื้อรัง แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ให้หายขาด เราทุกคนยังจำเป็นจะต้องร่วมมือกันสร้างภูมิที่แข็งแรงทั้งกายและใจ ร่วมต่อสู้ไปด้วยกัน หลังจากนี้ไปจะยังคงได้เห็นมาตรการต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ

14 เมษายน 2563/ 54 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

ส่งข้อคิดเห็น/คำถาม/ข้อเสนอแนะให้ สบนร.

เรื่องที่ควรอ่านต่อ

15 พฤษภาคม 2563/ 70 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

9 พฤษภาคม 2563/ 38 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

30 มิถุนายน 2563/ 64 Views/ เวลาอ่าน 7 นาที

28 เมษายน 2563/ 96 Views/ เวลาอ่าน 3 นาที

2 มิถุนายน 2563/ 42 Views/ เวลาอ่าน 2 นาที

12 มิถุนายน 2563/ 13 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

5 พฤษภาคม 2563/ 108 Views/ เวลาอ่าน 4 นาที

4 กรกฎาคม 2563/ 4 Views/ เวลาอ่าน 6 นาที

15 เมษายน 2563/ 138 Views/ เวลาอ่าน 10 นาที

สถานการณ์
โควิด-19