มาตรการชั่วคราว
ช่วยผู้นำเข้า-ส่งออก
ที่ไม่สามารถชำระอากรได้ครบ

ใจความสำคัญ

  • พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งชำระอากรไม่ครบถ้วน แต่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง เมื่อนำเงินมาจ่ายอากรต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น และเมื่อปี 2560 กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อลดอัตราเงินเพิ่มเติมที่ต้องเสียดังกล่าวเหลือร้อยละ 0.25 0.50 และ 0.75 แล้วแต่กรณี
  • เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ดำเนินการจ่ายภาษีให้ครบถ้วน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงการคลังให้ลดอัตราการคิดเงินเพิ่มเติมดังกล่าวลงเหลือร้อยละ 0.25 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม

รัฐบาลยังคงเดินหน้าออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกสาขาอาชีพที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตโรคโควิด-19 ที่ยังระบาดอยู่ทั่วโลก โดยก่อนจะกำหนดมาตรการต่าง ๆ นั้น รัฐบาลได้เปิดรับฟังข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไปมาตลอด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างตรงจุด และช่วยประคับประคองทุกภาคส่วนให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้

หนึ่งในมาตรการภาครัฐที่เป็นผลจากการรับฟังความคิดเห็นของภาคธุรกิจ ผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ซึ่งประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย คือการออกมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าและส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่ม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้ เดิมพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 ได้กำหนดไว้ว่า ให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกซึ่งชำระอากรไม่ครบถ้วน แต่ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง เมื่อนำเงินมาจ่ายอากร ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น ซึ่งเงินเพิ่มเติมนี้เปรียบได้กับค่าปรับในการผิดนัดชำระ แต่ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน กระทรวงการคลังก็ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การลดเงินเพิ่ม พ.ศ. 2560 เพื่อลดอัตราเงินเพิ่มเติมที่ต้องคิดกับผู้นำเข้าและส่งออกดังกล่าวเหลือร้อยละ 0.25 0.50 และ 0.75 แล้วแต่กรณี

ต่อมาในปีนี้ เพื่อตอบรับต่อข้อเสนอแนะของภาคเอกชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทรวงการคลังจึงได้เสนอในร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ ให้มีการลดจำนวนเงินเพิ่มเติมลงไปอีกจากเดิมที่มี 3 อัตรา คือ ร้อยละ 0.25 0.50 และ 0.75 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น เหลือเพียงร้อยละ 0.25 ในทุกกรณี นับแต่วันที่นำของออกไปจากอารักขาของศุลกากร หรือส่งของออกไปนอกราชอาณาจักรจนถึงวันที่ชำระ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 ขณะนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและความเดือดร้อนของภาคเอกชนไทย

แม้ว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ แต่ก็จะส่งผลดีในหลายกรณี โดยนอกจากจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสภาพคล่องให้ผู้นำเข้าและส่งออกสินค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของภาคธุรกิจไทยแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่ยังชำระภาษีไม่ครบมาจ่ายภาษีต่อกรมศุลกากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายรับให้ภาครัฐสามารถนำไปดำเนินนโยบายช่วยเหลือประชาชนได้ต่อไปด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *