“ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์”
1 ก.ค. นำร่องฟื้นท่องเที่ยว

ใจความสำคัญ

  • “โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยเป็นการใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการเปิดให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนครบโดส (แล้วแต่ประเภทวัคซีน) เข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัว และได้มีการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับยุค New Normal โครงการนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากและมาพร้อมกับความเสี่ยงแต่จำเป็น เนื่องจากถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย กับการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19
  • กติกาของ “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” อาทิ นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาได้ทุกคนต้องมีใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสอย่างน้อย 14 วัน ต้องมีหนังสือรับรอง หรือ Certificate of Entry (COE) ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้อนุมัติ ใบรับรองผลตรวจโรคโควิด-19 ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง กรมธรรม์ประกันภัยโรคโควิด-19 วงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลักฐานค่าชำระที่พักโดยต้องอยู่ในจังหวัดภูเก็ตไม่น้อยกว่า 14 วัน ขณะอยู่ในประเทศไทย จะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR เมื่ออยู่ในประเทศไทยรวม 3 ครั้ง ห้ามไปค้างคืนในสถานที่อื่น และต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus กรณีอยู่ครบ 14 วันสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ แต่ต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ณ พื้นที่ปลายทาง เป็นต้น

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงต่อสาธารณชนว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าที่จะเปิดประเทศภายใน 120 วันเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมบริการและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ หลังจากที่ต้องเผชิญความยากลำบากจากภาวะวิกฤตโควิด-19 มาเป็นเวลาแรมปี ซึ่งกำหนดเวลา 120 วันจะครบในเดือนตุลาคม ศกนี้

ก่อนจะถึงเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจึงได้เริ่มดำเนินโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อทดลองการเปิดรับชาวต่างชาติหรือชาวไทยที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้วโดยไม่ต้องกักตัวระยะแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ศกนี้ ที่จังหวัดภูเก็ต โดยสาเหตุที่เลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องนั้น ก็เพราะภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ชาวต่างชาติได้แสดงความสนใจจะเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยในแต่ละปี จังหวัดภูเก็ตมีรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 ของรายได้จากภาคการท่องเที่ยวทั้งหมดในประเทศไทยรวมปีละหลายแสนล้านบาท เป็นรองเพียงกรุงเทพมหานครเท่านั้น

การเปิดเมืองภูเก็ตในครั้งนี้ รัฐบาลได้วางรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal คือ การสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงเกิดเป็นแผน “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ซึ่งเปรียบเทียบได้กับ “กระบะทราย” เพื่อสื่อให้เห็นว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้ทดสอบและทดลองปฏิบัติตามแนวคิดใหม่ ๆ ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติได้โดยเร็วตามความเหมาะสมต่อสถานการณ์

ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์มีข้อกำหนดที่ผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต้องปฏิบัติก่อนเดินทางมาประเทศไทย ดังนี้

  • ต้องฉีดวัคซีนครบโดส (โดยมีทั้งแบบ 1 โดส และแบบ 2 โดส ตามยี่ห้อของวัคซีนนั้น ๆ) แล้วอย่างน้อย 14 วัน และมีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน โดยต้องเป็นวัคซีนที่ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ของไทย ทั้งนี้ ผู้เดินทางต้องอัปโหลดเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนเข้าในระบบการขอหนังสือรับรองบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร (Certificate of Entry -COE) ทางออนไลน์ของกระทรวงการต่างประเทศก่อน เมื่อกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขตรวจเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนและพิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว ผู้เดินทางจึงจะสามารถดำเนินการแนบเอกสารจำเป็นอื่น ๆ สำหรับการขอ COE ต่อไปได้
  • มีหนังสือรับรองบุคคลที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร (Certificate of Entry -COE) ซึ่งออกโดยกระทรวงการต่างประเทศด้วยระบบออนไลน์ ผ่านสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยทั่วโลก ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่ตรวจสอบว่าผู้เดินทางมีเอกสารแนบครบถ้วนตามที่ทางการไทยกำหนด ก่อนการอนุมัติ COE ดังกล่าว ดังนี้
    1. หนังสือเดินทางพร้อมการตรวจลงตราเข้าประเทศ (วีซ่า)
    2. ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ (สำหรับชาวต่างชาติ)
    3. ใบรับรองการฉีดวัคซีน ที่กรมควบคุมโรคเห็นชอบแล้ว
    4. หลักฐานการชำระค่าที่พักในโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA Plus ในจังหวัดภูเก็ต โดยระบุระยะเวลาเข้าพักไม่น้อยกว่า 14 วัน หรือหากน้อยกว่านั้น ก็ต้องมีบัตรโดยสารเครื่องบินออกจากประเทศไทยทันทีที่ออกจากจังหวัดภูเก็ต
    5. หลักฐานการชำระค่าตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ล่วงหน้าเป็นจำนวน 3 ครั้งหลังจากเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว
    6. กรมธรรม์ประกันภัยโรคโควิด-19 วงเงินไม่น้อยกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงไม่น้อยกว่า 14 วัน ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย
  • มีใบรับรองผลตรวจโรคโควิด-19 ภายใน 72 ชั่วโมง ก่อนการเดินทางมาประเทศไทย โดยสายการบินเป็นผู้ตรวจเอกสารดังกล่าวก่อนขึ้นเครื่อง
  • ต้องพำนักอยู่ในประเทศที่ทางการไทยอนุญาตให้เข้าราชอาณาจักรตามโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์อย่างน้อย 21 วัน โดยประเทศที่อนุญาตให้เข้าร่วมโครงการนี้ได้เป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ หรือ เสี่ยงปานกลาง จำนวน 69 ประเทศ (สถานะวันที่ 12 กรกฎาคม 2564)
  • ส่วนผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่เดินทางมากับผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการนี้ ที่ยังไม่สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 เป็นระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
  • ติดตั้งแอปพลิเคชัน Thailand Plus ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับชาวต่างชาติที่ประสงค์เข้าราชอาณาจักร

สำหรับการปฏิบัติตัวระหว่างอยู่จังหวัดภูเก็ต นั้น ประกอบด้วย

  • การเข้ารับการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ที่สนามบินเมื่อเดินทางมาถึงจังหวัดภูเก็ตและแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ (ออกค่าใช้จ่ายเอง)
  • การติดตั้งแอปพลิเคชันหมอชนะ (มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ) และเปิดระบบติดตามตลอดเวลา ระหว่างอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
  • การเดินทางออกจากสนามบินไปยังที่พัก ต้องเดินทางโดยยานพาหนะที่จัดไว้เป็นการเฉพาะ และต้องไม่มีการหยุดแวะหรือหยุดพัก ณ สถานที่ใด ก่อนถึงที่พัก
  • ห้ามออกนอกที่พักจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันครั้งแรกในประเทศไทยว่า ไม่ติดเชื้อ
  • เข้ารับการตรวจหาเชื้อโดยวิธี RT-PCR โดยออกค่าใช้จ่ายเองอีก 2 ครั้ง ในวันที่ 6-7 และวันที่ 12–13 (รวมตรวจเชื้อ 3 ครั้ง) กรณีผลติดเชื้อให้ส่งตัวไปรักษายังสถานพยาบาล และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
  • กรณีผลตรวจยืนยันไม่มีเชื้อโควิด-19 หากเดินทางออกจากที่พัก เมื่อกลับมาต้องรายงานตัวกับที่พักทุกวัน และห้ามไปค้างคืนในสถานที่อื่น
  • กรณีอยู่ในพื้นที่นำร่องน้อยกว่า 14 วัน ห้ามออกนอกพื้นที่เด็ดขาด เมื่อครบระยะเวลาให้เดินทางออกจากประเทศไทยทันที
  • กรณีอยู่ในประเทศไทยมากกว่า 14 วัน เมื่อครบ 14 วันแล้ว สามารถเดินทางไปจังหวัดอื่น ๆ ได้ แต่ต้องแสดงหลักฐานการพำนักในภูเก็ต 14 วัน และหลักฐานการตรวจหาเชื้อทั้ง 3 ครั้ง ต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคของจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดปลายทาง

สำหรับโรงแรมที่นักท่องเที่ยวจะเข้าพัก ต้องเป็นโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง SHA Plus (SHA +) เท่านั้น ซึ่งเครื่องหมาย SHA คือ สัญลักษณ์มาตรฐานท่องเที่ยวปลอดภัยด้านสุขอนามัยที่ออกให้โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและกระทรวงสาธารณสุข และ SHA PLUS คือ โรงแรมที่ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐาน SHA แล้ว และมีพนักงานที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้วเกินร้อยละ 70 โดยขณะนี้ ในภูเก็ตมีโรงแรมที่ได้รับเครื่องหมาย SHA+ แล้วกว่า 300 โรงแรม

สิ่งสำคัญอันดับแรกก่อนการเปิด “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ” คือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการในจังหวัดภูเก็ต โดยการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรในพื้นที่ร้อยละ 70 ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2564 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต รายงานว่า ขณะนี้ มีประชากรในจังหวัดภูเก็ตที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 แล้วประมาณร้อยละ 82 หรือ 383,158 ราย จากเป้าหมายทั้งหมดของจังหวัด 466,587 ราย และมีผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็มอยู่ที่ร้อยละ 64 หรือ 298,344 ราย จากผู้ลงทะเบียนรับวัคซีนทั้งหมด 428,882 ราย การฉีดวัคซีนในจังหวัดภูเก็ตนี้ครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไปและพนักงานสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรม กิจการรถและเรือเช่า เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนในจังหวัดอื่น ๆ อย่างรัดกุมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค.จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการยกเลิกโครงการนี้เอาไว้ด้วยแล้ว เช่น

  • พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจังหวัดภูเก็ตมากกว่า 90 รายต่อสัปดาห์
  • พบลักษณะการกระจายโรคในจังหวัดภูเก็ตมากกว่า 6 ตำบล
  • พบการระบาดเกินกว่า 3 คลัสเตอร์ หรือหาสาเหตุของความเชื่อมโยงของการระบาดไม่ได้
  • มีอัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลมากว่าร้อยละ 80 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความพร้อมในการรักษาโรคหากมีการแพร่ระบาดฉุกเฉิน เป็นต้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำด้วยว่า โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์นี้ จะสำเร็จไม่ได้เลยหากทุกคนไม่ร่วมมือกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะต้องรวมไปถึงการร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดอาชญากรรม การเอาเปรียบนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การค้าบริการ การพนัน เป็นต้น

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะ ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เพื่อให้กำลังใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า “ยินดีที่ได้มาพบกัน วันนี้เป็นวันที่รอคอย ดังนั้น เมื่อวันนี้เริ่มต้น ทุกคนต้องช่วยกันประคับประคองไปให้ได้ อยู่ที่คนทุกคน” พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเสียสละเพื่อให้สามารถเปิดภูเก็ตได้ในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสม.

ด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. คาดการณ์ว่า “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้นประมาณ 1 แสนคน ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 8,900 ล้านบาท

นักท่องเที่ยวคนแรกในโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์

ล่าสุด (สถานะวันที่ 13 กรกฎาคม 2564) มีผู้ที่ลงทะเบียนกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอเดินทางเข้าประเทศไทยตามโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์แล้วจำนวน 16,027 คน และมีการอนุมัติ COE แล้ว 8,703 คน โดยเฉลี่ยแล้ว ขณะนี้ มีผู้ที่ได้รับ COE เพื่อเดินทางเข้าประเทศไทยภายใต้โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ วันละประมาณ 300 – 500 คน

หากผลจากโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ เป็นไปด้วยดี รัฐบาลก็จะทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบไม่ต้องกักตัวในลักษณะเดียวกันในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพงัน เกาะเต่า)จังหวัดกระบี่ (เกาะพีพี เกาะไหง หาดไร่เลย์) จังหวัดเชียงใหม่ (อ.เมือง อ.แม่แตง อ.แม่ริม อ.ดอยเต่า) จังหวัดชลบุรี (พัทยา อ.บางละมุง อ.สัตหีบ) และจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.เมือง สนามช้างอารีนา) ก่อนที่จะพิจารณาการเปิดประเทศเต็มรูปแบบในช่วงเดือนตุลาคมต่อไป

#ประเทศไทยต้องชนะ
#ฉีดวัคซีนหยุดเชื้อเพื่อชาติ
#สมดุลวิถีใหม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *