ผู้สูงอายุ-มีโรคเรื้อรัง เริ่มฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 รัฐบาลได้เปิดให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ซึ่งมีประมาณ 16 ล้านคน ลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 ใน 4 ช่องทาง ได้แก่ ไลน์หมอพร้อม แอปพลิเคชันหมอพร้อม ที่สถานพยาบาลที่ท่านมีประวัติ และผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2564 ส่วนประชาชนอายุ 18-59 ปี อีกจำนวน 31 ล้านคน จะเปิดจองคิวฉีดวัคซีนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป
  • ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมจุดบริการฉีดวัคซีนไว้ทั้งในและนอกโรงพยาบาลทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แห่ง โดยมีเป้าหมายฉีดแห่งละ 500-1,000 โดสต่อวัน คิดเป็น 5 แสนถึง 1 ล้านโดสต่อวัน หรือ 15-30 ล้านโดสต่อเดือน คาดว่า จะฉีดครบ 100 ล้านโดสให้แก่คน 50 ล้านคนได้ภายในเดือนธันวาคม 2564 ส่วนในเมืองหลวงที่มีประชากรมากถึง 5 ล้านคน ทางหอการค้าไทยและกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันเปิดจุดบริการฉีดวัคซีนอีก 14 แห่งรองรับประชาชนทั่วไปด้วย

หลังจากที่รัฐบาลได้ปรับเป้าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากเดิมที่มี 63 ล้านโดส เพื่อฉีดให้ประชาชนราว 30 กว่าล้านคน แต่ปัจจุบัน รัฐบาลได้จัดหาวัคซีนเพิ่มมาอีก 37 ล้านโดส รวมเป็น 100 ล้านโดส เพื่อเร่งระดมฉีดให้แก่ประชาชน 50 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ภายในปลายปีนี้

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดให้ประชาชนสูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วเพื่อเดินหน้าฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ต่อจากบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า รวมถึงกลุ่มเสี่ยงสูง โดยจะเป็นวัคซีนจากบริษัทแอสตราเซเนกา ที่จะถึงกำหนดส่งมอบตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปจนถึงสิ้นปีนี้เป็นจำนวน 63 ล้านโดส

ประชาชนกลุ่มแรกที่ได้รับสิทธิให้ฉีดวัคซีนในระยะที่ 2 คือ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 โรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิดระหว่างการรักษา โรคเบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งมีอยู่รวมกันราว 16 ล้านคน

เหตุที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ 2 กลุ่มนี้ได้ฉีดก่อน เป็นเพราะข้อมูลผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาจำนวนกว่าสองร้อยรายได้แสดงให้เห็นว่า ทุกรายล้วนมีโรคประจำตัวในข้างต้น หรือเป็นผู้สูงอายุ ประกอบกับผลการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า การฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มนี้จะสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และมีส่วนช่วยบรรเทาอาการไม่ให้ลุกลามไปเป็นการป่วยรุนแรงถึงขั้นนอนโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก รวมทั้งช่วยผ่อนภาระต่อระบบสาธารณสุขไทย บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้จึงเป็นเป้าหมายหลักในการฉีดวัคซีนระยะที่ 2 เป็นกลุ่มแรก

ท่านที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว สามารถลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้ 4 ช่องทาง คือ

1. โรงพยาบาลที่มีประวัติการรักษา หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

2. แจ้งความประสงค์กับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. แต่หากอยู่ในกรุงเทพฯ ให้แจ้งไปยังอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร หรือ อสส.

3. ไลน์ออฟฟิเชียล “หมอพร้อม”

4. แอปพลิเคชัน “หมอพร้อม”

ขณะนี้ ไลน์หมอพร้อม ได้อัพเกรดเป็นเวอร์ชัน 2 แล้ว หลังจากที่เวอร์ชัน 1 เปิดให้ลงทะเบียนเฉพาะกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งบุคลากรด่านหน้า และประชาชนพื้นที่เสี่ยง โดยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังจะได้รับการฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2564

ส่วนประชาชนที่อายุ 18-59 ปี จำนวน 31 ล้านคน รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านทั้ง 4 ช่องทางดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 และจะเริ่มฉีดวัคซีนในเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

สำหรับแผนการฉีดวันซีนให้ครบ 100 ล้านโดสให้แล้วเสร็จภายในปีนี้นั้น กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมจุดบริการฉีดวัคซีนไว้ทั้งในและนอกโรงพยาบาลทั่วประเทศ จำนวน 1,000 แห่ง โดยมีศักยภาพฉีดได้แห่งละ 500-1,000 โดสต่อวัน รวม 5 แสนถึง 1 ล้านโดสต่อวัน คิดเป็น 15-30 ล้านโดสต่อเดือน ทั้งนี้ คาดว่าจะฉีดครบ 100 ล้านโดส ภายในระยะเวลา 4-7 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2564

นอกจากการดำเนินการของภาครัฐแล้ว ภาคเอกชนโดยหอการค้าไทยยังได้ร่วมผนึกกำลังกับรัฐบาลในการกระจายและฉีดวัคซีนด้วย โดยภาคเอกชนจะสนับสนุนการกระจายวัคซีน จุดบริการฉีดวัคซีน และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การฉีดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลเป็นไปตามเป้าหมาย และประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเฉลี่ยต่อวันมากที่สุด ทางสภาหอการค้าไทยได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เปิดจุดบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล 14 แห่งทั่วกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการฉีดวัคซีนให้กลุ่มประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 18-59 ปี โดยคาดว่า จะสามารถฉีดได้ 20,500 คนต่อวัน ดังนี้

กลุ่มเขตกรุงเทพเหนือ 2 แห่ง ที่

– SCG บางซื่อ 2,000 คน/วัน

– ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว 2,000 คน/วัน

กลุ่มเขตกรุงเทพใต้ 4 แห่ง ที่

– สามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน 1,500 คน/วัน

– ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค เขตสวนหลวง 1,000 คน/วัน

– True Digital Park เขตพระโขนง 1,000 คน/วัน

– เอเชียทีค เขตบางคอแหลม 2,000 คน/วัน

กลุ่มเขตกรุงเทพตะวันออก 3 แห่ง ที่

– ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ 2,000 คน/วัน

– ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ลาดกระบัง 1,000 คน/วัน

– ห้างสรรพสินค้าโลตัส มีนบุรี 1,000 คน/วัน

กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ 2 แห่ง ที่

– ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เขตบางกอกน้อย 1,000 คน/วัน

– ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม เขตคลองสาน 1,000 คน/วัน

กลุ่มเขตกรุงธนใต้ 3 แห่ง ที่

– สถานีบริการน้ำมัน ปตท. พระราม 2 เขตบางขุนเทียน 1,500 คน/วัน

– ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค 2,000 คน/วัน

– ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี บางบอน 1,500 คน/วัน

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังมีบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่โรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง ร่วมกับโรงพยาบาลสังกัดอื่นในกรุงเทพฯ รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 115 แห่ง เพื่อรองรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่มีอยู่มากถึง 5 ล้านคน โดยใน 1 เดือนมีเป้าหมายว่า จะต้องฉีดให้ได้ไม่น้อยกว่า 1,500,000 โดส หรือวันละ 40,000-50,000 โดส และจะมีการเพิ่มจุดบริการให้มากขึ้นเพื่อให้ฉีดได้ครบตามเป้าหมายภายใน 6 เดือน จากเดือนมิถุนายน – ธันวาคม 2564

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *