นานาชาติต่างเชื่อมั่นวัคซีน
แอสตราเซเนกา-ซิโนแวค

ใจความสำคัญ

  • ท่ามกลางกระแสในโลกโซเชียลที่โจมตีว่าวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตราเซเนกาและซิโนแวคที่รัฐบาลไทยนำเข้ามาไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้ใช้ยี่ห้อไฟเซอร์ หรือยี่ห้อโมเดอร์นาของสหรัฐอเมริกา นั้น ท่านทราบหรือไม่ว่า จากสถิติการสั่งซื้อวัคซีนทั่วโลก ระบุชัดว่า วัคซีนที่ถูกสั่งซื้อมากที่สุดอันดับหนึ่ง คือ วัคซีนแอสตราเซเนกา ซึ่งกว่า 140 ประเทศได้สั่งซื้อ และส่วนใหญ่เป็นชาติยุโรป ส่วนซิโนแวคก็ใช้อยู่ใน 24 ประเทศโดยเฉพาะจีน อินโดนีเซีย และบราซิล ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมาก
  • ผู้นำในหลายประเทศต่างก็สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนของตัวเองด้วยการฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา เช่น นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายมาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลี นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี รวมทั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ส่วนนายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนิเซีย นางแครี่ ลัม หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกง ฉีดวัคซีนซิโนแวค เป็นต้น

การจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของรัฐบาลไทยที่เจรจาสำเร็จลุล่วงแล้ว และมีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้มี 2 ยี่ห้อ คือ วัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา และบริษัทซิโนแวค นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนจากบริษัทอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนขององค์การอาหารและยา (อ.ย).อีกหลายยี่ห้อ


อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ยังคงมีผู้ไม่หวังดีโจมตีวัคซีนทั้งสองชนิดที่รัฐบาลสั่งนำเข้าในโซเชียลมีเดียเกือบทุกแพลตฟอร์มมาโดยตลอด ทั้งในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ -ข้อความเวียนในไลน์ และในการหารือในแอปพลิเคชันคลับเฮาส์ โดยมีความพยายามบิดเบือนข้อมูลและกล่าวอ้างว่า ประสิทธิผลของวัคซีนแอสตราเซเนกาและซิโนแวคนั้น น้อยกว่ายี่ห้ออื่น ฉีดแล้วมีอาการข้างเคียงรุนแรง และมีการเรียกร้องให้นำวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์ หรือและบริษัทโมเดอร์นาของสหรัฐอเมริกามาใช้แทน ซึ่งคำกล่าวอ้างเหล่านี้ ได้สร้างความกังวลใจให้แก่ประชาชนจำนวนหนึ่ง และทำให้เกิดความลังเล ไม่กล้าที่จะลงทะเบียนจองคิวรับการฉีดวัคซีน ซึ่งจะเริ่มฉีดกันใน เดือนมิถุนายนนี้


ท่านที่ติดตามข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการ ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า วัคซีนโควิดทุกชนิดในโลกล้วนได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉินและไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตาม ก็อาจเกิดผลข้างเคียงได้ทั้งสิ้น โดยอาการข้างเคียงจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งทีมคุณหมอในประเทศไทยก็ได้มีมาตรการเพื่อติดตามอาการของประชาชนหลังเข้ารับการฉีดอย่างรอบคอบ และยืนยันว่า การเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน มีอัตราเพียง 4 รายต่อหนึ่งล้านราย หรือร้อยละ 0.0004 เท่านั้น ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 โดยเฉลี่ยทั่วโลก อยู่ที่ร้อยละ 2.08 ซึ่งแปลว่า ความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโควิด-19 มากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนถึงประมาณ 5,200 เท่าตัวเลยทีเดียว


ส่วนประเด็นประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนกา และซิโนแวค นั้น ศาสตราจารย์นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชี้แจงว่า ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนที่เผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนในขณะนี้จากประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะไม่ได้ทดลองหรือศึกษาพร้อมกันในสถานที่เดียวกัน เวลาเดียวกัน ตามหลักการทำวิจัยสากล ดังนั้น เราทุกคนควรค้นคว้าหาข้อมูลอย่างรอบด้านจากแหล่งที่เชื่อถือได้จริงเพื่อประกอบการตัดสินใจฉีดวัคซีน


นอกจากนี้ เมื่อไปดูข้อมูลการใช้วัคซีนโควิด-19 ในแต่ละประเทศ ซึ่งรวบรวมโดยเว็บไซต์ www.ourworldindata.org พบว่า ปัจจุบัน ประเทศที่ได้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนแล้วมีจำนวน 191 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยแต่ละประเทศได้เลือกใช้วัคซีนยี่ห้อแตกต่างกันไป บางประเทศใช้เพียงยี่ห้อเดียว บางประเทศใช้ 2-3 ยี่ห้อ บางประเทศใช้ 5-6 ยี่ห้อ

และเมื่อดูจากยอดสั่งซื้อวัคซีนทั่วโลก พบว่า วัคซีนที่มีการสั่งซื้อมากที่สุดอันดับ 1 คือ วัคซีนของแอสตราเซเนกา มีผู้สั่งซื้อมากถึง 140 ประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ อาร์เจนติน่า เบลเยียม ไทย ฯลฯ


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2564 คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติให้ บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นสถานที่ผลิตวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาที่ทางการไทยรับรองเพิ่มจากที่รับรองสถานที่ผลิตในอิตาลีแล้ว และต่อมา เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ได้รับรองมาตรฐานคุณภาพของวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ ด้วยแล้ว ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2564 นายเจมส์ ทีก ประธานบริษัทแอสตราเซเนกา (ประเทศไทย) จำกัด แถลงว่า ตัวอย่างวัคซีนโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพจากห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ของแอสตราเซเนกาทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะส่งมอบวัคซีนชุดแรกให้แก่รัฐบาลไทยโดยเร็ว


วัคซีนที่มีปริมาณการสั่งซื้อรองลงมาได้แก่


อันดับ 2 วัคซีนไฟเซอร์ จำนวน 92 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ อิสราเอล สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ญี่ปุ่น ไอร์แลนด์ ฯลฯ


อันดับ 3 วัคซีนโมเดอร์นา จำนวน 42 ประเทศ เช่น สหรัฐฯ แคนาดา โครเอเชีย ฮังการี ไอร์แลนด์เหนือ สก็อตแลนด์ สิงคโปร์ ฯลฯ


อันดับ 4 วัคซีนซิโนฟาร์ม-เป่ยจิง จำนวน 38 ประเทศ เช่น แคเมอรูน กัมพูชา โบลิเวีย บาห์เรน อาร์เจนติน่า ฯลฯ


อันดับ 5 วัคซีนสปุตนิค วี จำนวน 32 ประเทศ เช่น รัสเซีย แอลเบเนีย แอลจีเรีย เบลารุส เซอร์เบีย เวเนซุเอลา ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฯลฯ


อันดับ 6 วัคซีนซิโนแวค จำนวน 24 ประเทศ เช่น จีน บราซิล เม็กซิโก ยูเครน ตุรกี ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย ฯลฯ


อันดับ 7 วัคซีนซิโนฟาร์ม-อู่ฮั่น จำนวน 2 ประเทศ คือ จีน และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วัคซีนที่รัฐบาลไทยจัดหามาล้วนได้รับการยอมรับและความเชื่อมั่นจากนานาชาติ ที่สำคัญผู้นำหลายประเทศ ก็ได้ฉีดวัคซีนทั้งซิโนแวค และแอสตราเซเนกาด้วย โดยผู้นำประเทศที่ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ได้แก่ นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายมาริโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลี นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นายฌอง กัสแตกซ์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส นายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายซู เจิน ซาง นายกรัฐมนตรีไต้หวัน เป็นต้น

ผู้นำประเทศที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค ได้แก่ นายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนิเซีย นางแครี่ ลัม หัวหน้าคณะผู้บริหารฮ่องกง นายเรเจป เทย์ยิป เออร์โดกัน ประธานาธิบดีตุรกี และนายเซบาสเตียน พิเนรา ประธานาธิบดีชิลี เป็นต้น

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งคณะรัฐมนตรี ก็ได้ฉีดวัคซีนเพื่อเป็นตัวอย่างและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน เช่นเดียวกับผู้นำประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยนายกรัฐมนตรีฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ส่วนคณะรัฐมนตรี และ ส.ส. คนอื่น ๆ ก็ฉีดทั้งวัคซีนซิโนแวคและแอสตราเซเนกา โดยขึ้นอยู่กับอายุและข้อจำกัดด้านสุขภาพของแต่ละคนตามความเห็นของแพทย์

แม้สถิติประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ประสิทธิผลที่สำคัญ คือ ทุกยี่ห้อสามารถป้องกันอาการป่วยหนักและการเสียชีวิต รวมทั้งลดโอกาสในการติดเชื้อได้ เมื่อลดอัตราการติดเชื้อได้ ก็จะทำให้การแพร่ระบาดอยู่ในอัตราที่ควบคุมได้ และทำให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ในที่สุด


สำหรับใครที่ยังมีความไม่มั่นใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวัคซีนซิโนแวค ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2564 สำนักข่าวบลูมเบิร์กของสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์ข่าวว่า จากการติดตามผลประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในอินโดนีเซียในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 25,374 คน พบว่า เมื่อฉีดครบ 2 โดส สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้ถึงร้อยละ 100 สามารถป้องกันอาการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ร้อยละ 96 และสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ร้อยละ 94 ซึ่งเป็นผลด้านประสิทธิภาพจากการใช้งานจริงที่สูงกว่าผลจากการทดลองเฟส 3 ที่ประเทศบราซิลของวัคซีนชนิดนี้ด้วย


ดังนั้น หากใครยังลังเลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน หรือยังอยากรอวัคซีนยี่ห้ออื่นในอนาคต นาทีนี้ แพทย์ได้ให้คำตอบแล้วว่า นอกจากเราทุกคนยังจะต้องการ์ดไม่ตก คือ ต้องมีวินัยในการป้องกันตัวเราจากเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัดแล้ว วัคซีนที่ดีที่สุดก็คือ “วัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด” นั่นเอง


อ่านข่าวนี้ในรายละเอียดได้ที่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *