ญี่ปุ่นคงอันดับ
ความน่าเชื่อถือไทย
แม้เจอวิกฤตโควิด-19

ใจความสำคัญ

  • บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้และผู้ออกตราสารหนี้ชั้นนำของญี่ปุ่นชื่อ Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทย หรือ Sovereign Credit Rating ที่ระดับ A – แสดงถึงการมีเสถียรภาพ หรือ Stable outlook เท่ากับที่ไทยเคยได้รับการจัดอันดับเมื่อปี 2563
  • แม้ว่ารัฐบาลไทยจะออก พ.ร.ก. เงินกู้วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาทเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงขึ้น แต่ JCR ยังคงมองว่า รัฐบาลไทยจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ระดับที่เหมาะสมได้ เนื่องจากมีการบริหารจัดการทางคลังอย่างรอบคอบ จึงเป็นอีกหนึ่งขอพิสูจน์ว่า รัฐบาลไทยยังได้รับการยอมรับว่า มีการดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังอย่างมีมาตรฐานและเหมาะสม

ท่ามกลางวิกฤตโรคโควิด-19 ในประเทศไทยที่ระบาดขึ้นเป็นระลอกที่ 3 ซึ่งทุกภาคส่วนในประเทศต่างรวมพลังกันแก้ปัญหาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว ก็มีเรื่องที่น่ายินดี เมื่อบริษัท Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้และผู้ออกตราสารหนี้ ในปี 2564 ให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ A – และยืนยันมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยว่า อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ หรือ Stable outlook

JCR เผย 4 เหตุผลที่จัดให้ไทยอยู่ในระดับ A-

  1. แม้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการทางการเงินและการคลังอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออก พรก. เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวภายหลังจากไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 และ JCR คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะกลับมาเติบโตได้ประมาณร้อยละ 3
  2. แม้ว่ารัฐบาลไทยได้จัดทำงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 จนส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงขึ้น แต่ JCR ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังและบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ระดับที่เหมาะสมได้ เนื่องจากมีการบริหารจัดการทางคลังอย่างรอบคอบและเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยยังอยู่ในกรอบที่กฎหมายกำหนดให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ต้องไม่เกินร้อยละ 60
  3. ภาคธนาคารมีเสถียรภาพ และภาคต่างประเทศแข็งแกร่ง โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีขีดความสามารถในการดำเนินมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต
  4. แม้จะมีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองบ้าง แต่รัฐบาลไทยก็ยังให้ความสำคัญกับการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง (High-tech manufacturing industry) เพื่อการพัฒนาประเทศ

การที่ไทยสามารถคงอันดับในปี 2564 ไว้ได้เท่าเดิมเหมือนปี 2563 ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังของรัฐบาลไทยมีความเหมาะสม และเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีความสำคัญในลำดับต้น ๆ ในฐานะประเทศคู่ค้าและการลงทุนในประเทศไทย โดยการใช้งบประมาณของรัฐบาลไทยในการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะ ๆ สามารถช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้จริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทยอยออกมาตรการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสินเชื่อกู้ภัย COVID-19 มาตรการพักชำระหนี้ มาตรการลดค่าน้ำค่าไฟเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ไปจนถึงมาตรการให้เงินช่วยเหลือประชาชนในภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและดูแลประชาชนให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางวิกฤตนี้

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มองว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าว เป็นเรื่องที่น่ายินดี และสะท้อนถึงมุมมองของต่างประเทศต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็งของประเทศ จึงเป็นแรงหนุนสำคัญให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็งได้อย่างเต็มที่

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีก็ได้ยืนยันว่า สำหรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในขณะนี้ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือ ทั้งมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และมาตรการการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยรัฐบาลได้จัดเตรียมงบประมาณที่เพียงพอ และจะพิจารณาโครงการต่าง ๆ อย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *