ข้อเท็จจริง
เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.
งบประมาณฯ ปี 2565

ใจความสำคัญ

  • รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี 2565 ต่อสภาผู้แทนราษฎร เป็นวงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท โดยได้พิจารณาจัดสรรให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19
  • ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2565 ภารกิจด้านสาธารณสุขได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด โดยเมื่อรวมงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขเข้ากับงบประมาณของหน่วยงานในสังกัด เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน และกองทุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยแล้ว เป็นเงินจำนวนถึง 295,681 ล้านบาท มากกว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมเกือบหนึ่งแสนล้านบาท
  • ขณะนี้ ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนทั้งสิ้น 250,433.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 8.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งยังอยู่ภายในกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60 โดยต่างชาติประเมินความน่าเชื่อถือด้านการเงินการคลังของไทยให้อยู่ในระดับดีเท่าเดิม แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพราะมองว่า ไทยยังคงมีสถานะทางการเงินการคลังที่ดี

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2564 ได้มีวาระการประชุมเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญของประเทศ นั่นก็คือ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 วาระที่ 1

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี 2565 ที่รัฐบาลได้เสนอต่อสภาฯ ในครั้งนี้ มีวงเงินทั้งสิ้น 3.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายแบบขาดดุล โดยกำหนดการจัดเก็บรายได้สุทธิอยู่ที่ จำนวน 2.4 แสนล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชย จำนวน 7 แสนล้านบาท วงเงินดังกล่าว แบ่งเป็น

  • รายจ่ายประจำ 2.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 67.1
  • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 596.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.02
  • รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย 2.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 0.8
  • รายจ่ายลงทุน 6.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 20.1 และ
  • รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 3.2

โดยตลอดการประชุมทั้ง 3 วัน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกคน ได้เข้าร่วมการประชุม และนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ต่อที่ประชุมสภาฯ พร้อมตอบคำถามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่าง ๆ เกี่ยวกับการการจัดทำงบประมาณ ปี 2565 ในหลายประเด็น โดยให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลได้มีการจัดสรรให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟูจากผลกระทบของสถานการณ์โรคโควิด-19 ปรับปรุงปัจจัยพื้นฐาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งกระจายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างทั่วถึง เป็นธรรม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ รัฐบาลคาดว่า เศรษฐกิจของไทยในปี 2564 จะขยายตัว ร้อยละ 2.5-3.5 ส่วนปี 2565 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโต ร้อยละ 4 – 5 โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังจะมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัว หลังจากที่ทุกประเทศระดมฉีดวัคซีนอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่โดยเร็ว อันจะทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และเดินทางท่องเที่ยวได้ สำหรับเสถียรภาพของเศรษฐกิจในปี 2565 มีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ร้อยละ 0.7-1.7

สำหรับสถานะการคลังของประเทศ ขณะนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยตัวเลข ณ วันที่ 30 เมษายน 2564 ไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่จำนวนทั้งสิ้น 250,433.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนหนี้สาธารณะมีจำนวน 8.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product, GDP) ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 60

สำหรับการกู้เงินต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไปแล้วกว่า 2.1 ล้านล้านบาทใน 162 โครงการ การกู้เงินร้อยละ 70 เป็นการกู้เพื่อการลงทุน มีวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาท

ข้อมูลจากเพจ : กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย

ท่านทราบหรือไม่ว่า ในขณะที่เกิดวิกฤตโรคโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ได้รับการประเมินความน่าเชื่อถือด้านการเงินการคลังในระดับเท่าเดิมเมื่อเทียบกับก่อนช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นการประเมินจากภายนอก เช่น Japan Credit Rating Agency ของญี่ปุ่น หรือ Standard and Poor ของสหรัฐอเมริกา ที่ประเมินว่า ประเทศไทยยังคงมีสภาพการเงินการคลังที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มที่มั่นคง (stable outlook)

ขณะที่ในสภาผู้แทนราษฎรมีการอภิปรายพุ่งเป้าไปที่งบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยมีการกล่าวอ้างว่า กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณมากกว่ากระทรวงสาธารณสุข และ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธมากกว่าการซื้อวัคซีนโควิด-19 เพื่อช่วยชีวิตประชาชน แต่ข้อเท็จจริง คือ งบประมาณของกระทรวงกลาโหมในปี 2565 มีจำนวนประมาณ 203,000 ล้านบาท และถูกปรับลดต่อเนื่องลงตั้งแต่ปี 63 อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเมื่อรวมกับงบประมาณของหน่วยงานในสังกัด เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน และกองทุนภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยแล้ว จะพบว่า กระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณปี 2565 รวมกว่า 295,681 ล้านบาท ซึ่งมากกว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมเกือบหนึ่งแสนล้านบาท

สำหรับการจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิด-19 นั้น นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อสภาฯ ว่า รัฐบาลมีงบประมาณในการซื้อวัคซีนให้ไม่จำกัด เพราะได้ตั้งงบประมาณพิเศษขึ้นมา ทั้งจาก พ.ร.ก.เงินกู้ และงบกลาง และที่ผ่านมาก็ได้ใช้ซื้อวัคซีนเพื่อคนไทยไปแล้ว 21,134 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินจากงบกลาง 11,346 ล้านบาท และจากเงินกู้ 9,788 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณจำนวนนี้ นอกจากจะใช้สั่งซื้อวัคซีนยี่ห้อต่าง ๆ แล้ว ยังใช้สนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศอีกด้วย

เมื่อเสร็จสิ้นการอภิปรายเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2564 รัฐสภามีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2565 วาระแรก ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 269 ไม่เห็นด้วย 201 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง จากนี้ไป จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน และจะมีการประชุมกรรมาธิการนัดแรกในวันที่ 4 มิถุนายน ศกนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *