ข่าวดีสำหรับ
ลูกหนี้รายย่อย
อะไรคือสิ่งที่ไม่เคยมี
รัฐบาลไหนทำมาก่อน

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประกาศนโยบายในการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชนรายย่อย โดยแบ่งออกเป็นมาตรการระยะเร่งด่วนภายใน 6 เดือน และการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน
  • หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลนี้ได้เร่งแก้ไขให้ประชาชนแล้ว คือ กรณีสถาบันการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์มีการคิดค่าทวงถามหนี้โดยอิสระ เนื่องจากไม่เคยมีกฎหมายใดควบคุม จนเป็นการเพิ่มภาระหนี้สินให้แก่ลูกหนี้อย่างไม่เป็นธรรม
  • คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ซึ่งมีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน จึงได้เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ และล่าสุด เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่อง การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ จากสถาบันการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจลิสซิ่ง เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่มีอยู่ถึง 12.24 ล้านบัญชี ให้ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เป็นลูกหนี้ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ด้วย
  • อัตราค่าธรรมเนียมการทวงถามหนี้ใหม่ มีดังนี้ หากท่านมีหนี้ค้างชำระหนึ่งงวด ค่าทวงถามหนี้ต้องไม่เกิน 50 บาทต่อรอบ หากค้างชำระมากกว่าหนึ่งงวด ค่าทวงถามหนี้ต้องไม่เกิน 100 บาทต่อรอบ หากมียอดชำระสะสมที่ไม่เกิน 1,000 บาทสำหรับทั้งสองกรณี ห้ามเจ้าหนี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ ส่วนหนี้การเช่าซื้อรถยนต์ อาจมีค่าทวงถามหนี้มากกว่า 50 หรือ 100 บาทต่อรอบได้ แต่ต้องไม่เกิน 400 บาทต่อรอบ

จากสถานการณ์โรคโควิด-19 แพร่ระบาด ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย ชะงักงัน ประชาชนจำนวนมากมีรายได้ลดลง ในขณะที่รายจ่ายหรือภาระหนี้ยังเท่าเดิม รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากภาระหนี้สิน จึงมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนรายย่อยอย่างเป็นระบบเป็นการเร่งด่วน โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประกาศนโยบายในการเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยทั้งในระยะเร่งด่วนภายใน 6 เดือน และการแก้ปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย ซึ่งมีนายสุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

หนึ่งในปัญหาที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนมากที่สุด คือ การที่ประชาชนที่เป็นลูกหนี้ มักถูกคิดค่าทวงถามหนี้สูงมากตามแต่ที่เจ้าหนี้จะกำหนด เนื่องจากไม่มีกฎหมายควบคุม ทำให้สถาบันการเงินและธุรกิจเช่าซื้อที่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ มักตั้งอัตราค่าทวงถามหนี้กันตามอำเภอใจ จนนำไปสู่การเพิ่มภาระหนี้สินให้แก่ลูกหนี้อย่างไม่เป็นธรรม ยกตัวอย่างเช่น การเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ในอัตราสูงมาก โดยเฉพาะค่าทวงถามหนี้ภาคสนามสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งมีลูกหนี้จำนวนไม่น้อยถูกเรียกเก็บเงินค่าทวงถามหนี้มากถึง 2-4 หมื่นบาทต่อครั้ง และมีหลายกรณีที่ค่าทวงถามหนี้มากกว่าจำนวนเงินค่างวดเสียอีก

นอกจากนี้ยังมีการเก็บค่าทวงถามหนี้แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในรอบ 1 งวดการผ่อนจ่าย ทำให้ลูกหนี้บางรายถูกเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้เกินกว่าสิบครั้งใน 1 งวด

ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมายาวนาน แต่ที่ผ่านมา กลับไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จนกระทั่งในยุคของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งออกกฎหมายและกฎเกณฑ์มากำกับดูแลวิธีและอัตราค่าทวงถามหนี้ให้มีความเป็นธรรม รวมถึงเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้ด้วย อาทิ

  • ปี 2558 ในช่วงรัฐบาล คสช. ได้มีการตรา“พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558” ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2558 เป็นต้นมา
  • ปี 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศที่กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมติดตามทวงถามหนี้ของสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับดูแล ในอัตราสูงสุดไม่ไม่เกิน 200 บาทต่อรอบบัญชี จากเดิมที่เคยมีการจัดเก็บสูงสุด 500 -1,000 บาทต่อรอบบัญชี
  • ปี 2561 ในช่วงรัฐบาล คสช. เช่นกัน ได้มีการออกประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ กำหนดจำนวนครั้งในการติดตามทวงถามหนี้ ไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน โดยห้ามพูดจาดูหมิ่นลูกหนี้ ห้ามข่มขู่ใช้ความรุนแรง ห้ามประจาน พร้อมกำหนดเวลาทวงถามหนี้ โดยวันจันทร์-ศุกร์ ทวงได้ภายในเวลา 08.00-20.00 น. ส่วนวันหยุดราชการทวงได้ภายในเวลา 08.00-18.00 น.เท่านั้น
  • ปี 2563 มีความพยายามกำหนดค่าธรรมเนียมการทวงถามหนี้อื่น ๆ นอกจากสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจากสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เนื่องจากท่าทีที่ต่างกันระหว่างภาครัฐกับสถาบันการเงินและผู้ประกอบการที่เป็นผู้ให้สินเชื่อ

นายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ที่มีพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เร่งประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อกำหนดอัตราค่าทวงถามหนี้ใหม่โดยเร็วที่สุด จนในที่สุด ที่ประชุมดังกล่าว สามารถหาข้อสรุปเรื่องอัตราค่าทวงถามหนี้ที่ค้างคามาหลายปีได้

โดยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ก็มีข่าวดีสำหรับประชาชนที่เป็นลูกหนี้รายย่อย เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ เรื่อง “การกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้” ซึ่งเป็นการกำหนดค่าทวงถามหนี้ของสถาบันการเงินและผู้ประกอบการธุรกิจเช่าซื้อหรือลิสซิ่ง (leasing) ให้มีความชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้รายย่อย

สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมในการทวงถามหนี้ กรณีลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ที่ได้กำหนดไว้ในประกาศฉบับใหม่ มีดังนี้

  1. ไม่เกิน 50 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระหนึ่งงวด
  2. ไม่เกิน 100 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ ในกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่าหนึ่งงวด
  3. ยกตัวอย่างเช่น มีหนี้ค้างชำระ 4 งวด ก็จะคิดค่าทวงถามหนี้ 50 บาท 100 บาท 100 บาท และ 100 บาทตามลำดับ รวมแล้วจะมีค่าทวงถามหนี้ 350 บาท

  4. หนี้ประเภทให้เช่าซื้อหรือให้เช่าแบบลิสซิ่งประเภทรถยนต์ อาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้เพิ่มเติม เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการลงพื้นที่ติดตามทวงถามหนี้ตามที่เกิดขึ้นจริง แต่จะต้องไม่เกิน 400 บาทต่อรอบการทวงถามหนี้ และให้เรียกเก็บได้เฉพาะกรณีที่ลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระมากกว่าหนึ่งงวด
  5. ห้ามไม่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้ตามข้อ 1 และข้อ 2 สำหรับกรณีลูกหนี้มีหนี้ค้างชำระหรือหนี้ที่ถึงกำหนดชำระสะสมที่ไม่เกิน 1,000 บาท
  6. ยกตัวอย่างเช่น มีค่างวดรถมอเตอร์ไซค์งวดละ 750 บาท ถ้าลูกหนี้ค้างชำระ 1 งวด ไม่ให้มีการเรียกเก็บค่าทวงถามหนี้ แต่ถ้าค้างชำระ 2 งวด ค่างวดค้างชำระสะสมจะเท่ากับ 1,500 บาท กรณีเช่นนี้สามารถเก็บค่าทวงถามหนี้ได้ 50 บาท เป็นต้น

  7. ห้ามไม่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการทวงถามหนี้อีกภายหลังจากได้รับชำระหนี้ครบตามจำนวน หรือมีการบอกเลิกสัญญาแล้วตามกฎหมาย

โดยประกาศฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้ภายหลังจากวันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2564 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดที่ออกมาได้มีการระบุกติกาการทวงถามหนี้ของสถาบันการเงินไว้อย่างชัดเจน ที่สำคัญ คือ มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมทวงหนี้ไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าที่ลูกหนี้ถูกเรียกเก็บอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก อันจะช่วยให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีอยู่ 12.24 ล้านบัญชี ได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกเอาเปรียบเหมือนที่ผ่านมา และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เป็นลูกหนี้อีกด้วย

ภาพประกอบจากสำนักงาน ก.พ.ร.

ดังนั้น หากท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมและยังคงถูกทวงถามหนี้เกินอัตราในข้างต้น สามารถร้องเรียนได้ที่คณะกรรมการทวงถามหนี้ โทร 1567 ซึ่งเป็นสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม รวมถึงที่ศูนย์ดํารงธรรมประจำจังหวัดและอําเภอที่ท่านพำนักอยู่

ตัวอย่างคลิปการรายงานข่าวเรื่องนี้ในสื่อต่าง ๆ เช่น

– สถานีโทรทัศน์ MCOT HD คลิกที่นี่

– สถานีโทรทัศน์ TNN คลิกที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *