ขยายเวลา
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
ยา-เครื่องมือแพทย์
สู้โควิด-19
ที่นำเข้าเพื่อบริจาค

ใจความสำคัญ

  • เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อร่างพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขยายระยะเวลามาตรการยกเว้นภาษีเพื่อสนับสนุนการนำเข้ายา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ต้านโควิด-19 สำหรับบริจาคเป็นสาธารณกุศล โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565
  • ร่าง พรฎ. ดังกล่าวจะมีผลยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อบริจาคให้สถานพยาบาล ได้แก่ สถานพยาบาลของทางราชการ สถานพยาบาลของสถาบันการศึกษาของรัฐ สถานพยาบาลขององค์การมหาชน สถานพยาบาลของรัฐวิสาหกิจที่เป็นองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ สถานพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานพยาบาลของหน่วยงานอื่นของรัฐ และสถานพยาบาลของสภากาชาดไทย รวมทั้งการบริจาคให้หน่วยงานของรัฐ และองค์กรหรือสถานสาธารณกุศลหรือสถานพยาบาลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศ

ในภาวะที่เกิดโรคระบาด อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันการขาดแคลน เพื่อเป็นอาวุธสำคัญในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลจึงได้มีนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้อุปกรณ์ทางการแพทย์และยามีเพียงพอต่อความต้องการของสถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น มาตรการควบคุมการส่งออกหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และการลดขั้นตอนพิธีการทางศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการนำเข้ายา วัคซีน หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ สำหรับใช้ตรวจและรักษาโควิด-19 หรือที่เรียกว่า fast track หรือช่องทางด่วน โดยเมื่อเอกชนนำเข้าเวชภัณฑ์ที่มีเอกสารประกอบครบถ้วน จะสามารถนำเวชภัณฑ์ดังกล่าวออกจากด่านศุลกากรได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถนำไปใช้ดูแลรักษาผู้ป่วยได้ทันที

นอกจากมาตรการ fast track แล้ว สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนและจูงใจให้ภาคเอกชนที่ต้องการช่วยเหลือสังคมสามารถนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ ยา และเวชภัณฑ์ ในการรักษาโควิด-19 เพิ่มเติม คือ มาตรการทางด้านภาษี โดยยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโควิด-19 สำหรับการบริจาคเป็นสาธารณกุศล

มาตรการยกเว้นภาษีนี้ รัฐบาลเริ่มดำเนินการครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดในระลอกแรก และมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระลอกที่ 3 นี้ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้ให้ความเห็นชอบในหลักการต่อร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อขยายระยะเวลามาตรการยกเว้นภาษี เพื่อสนับสนุนการนำเข้ายา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์ต้านโควิด-19 ที่ใช้สำหรับบริจาคเป็นสาธารณกุศล ตามที่กรมสรรพากรเสนอ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565

สาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มี ดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าสินค้าที่ใช้รักษา วินิจฉัย หรือป้องกันโควิด-19 เพื่อบริจาคให้แก่
    1. สถานพยาบาลของทางราชการ ซึ่งหมายถึง สถานพยาบาลซึ่งเป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และให้หมายรวมถึง สถานพยาบาลของสถาบันการศึกษาของรัฐ สถานพยาบาลขององค์การมหาชน สถานพยาบาลของรัฐวิสาหกิจที่เป็นองค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ สถานพยาบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานพยาบาลของหน่วยงานอื่นของรัฐ และสถานพยาบาลของสภากาชาดไทย
    2. หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ
    3. องค์กรหรือสถานสาธารณกุศลหรือสถานพยาบาลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศ
  2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สินหรือขายสินค้าเพื่อการบริจาคให้หน่วยงานในข้างต้น โดยบริษัทผู้บริจาคจะต้องไม่นำต้นทุนของสินค้าซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

รัฐบาลคาดว่า การขยายระยะเวลาของมาตรการยกเว้นภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 15 ล้านบาท แต่จะมีประโยชน์คุ้มค่าในการจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการสนับสนุนการรักษา การวินิจฉัย และการป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ ความมีน้ำใจในการช่วยเหลือสังคมของภาคเอกชนในกรณีนี้ จะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ประเทศของเราก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน

#ประเทศไทยต้องชนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *