กำจัดขยะทะเล
ปกป้องธรรมชาติ
สร้างรายได้
ให้ชาวประมง

ใจความสำคัญ

  • การกำจัดขยะมูลฝอยและขยะทะเลเป็นหนึ่งในเรื่องที่รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีแผนบริหารจัดการขยะภายใต้แผนแม่บทการจัดการขยะแห่งชาติฉบับที่ 2559–2564 และ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง
  • เมื่อปี 2563 ท้องทะเลไทยมีขยะติดถุงอวนจับปลาประมาณ 145 ตันต่อปี ขยะที่พบมากที่สุด คือ พลาสติก รัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการ “ทะเลปลอดอวน” โดยเก็บเศษอวนมารีไซเคิล ลดปัญหาทำให้สัตว์ทะเลบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือทำลายแนวปะการัง และโครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” โดยให้เรือประมงช่วยกันเก็บขยะในทะเลคืนฝั่ง ลดการทิ้ง อีกทั้งยังสร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวประมงอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่ช่วยลดขยะทะเลในทางอ้อม คือ แคมเปญ “Everyday Say No to Plastic Bags” ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมใจงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วตามห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นมา
  • จากการดำเนินการของภาครัฐและโดยเฉพาะความร่วมมือร่วมใจของประชาชน ทำให้ประเทศไทยได้รับการปรับลดอันดับประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงสุดในโลกจากเดิมที่เคยสูงเป็นอันดับ 6 ลงไปอยู่ที่อันดับ 10 และไทยสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกไปได้กว่า 25,284 ล้านใบ หรือ 228,820 ตัน

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ระบุว่า เมื่อปี 2563 ภายใต้ท้องทะเลไทย มีเศษซากขยะลอยไปติดอวนเฉลี่ย 25,741 ชิ้นต่อวัน น้ำหนักรวม 398 กิโลกรัมต่อวัน คิดเป็น 9,395,465 ชิ้นหรือเท่ากับ 145 ตันต่อปี โดยประเภทขยะมากที่พบมากที่สุด คือ พลาสติกแผ่นบาง มีมากถึงร้อยละ 62 ของจำนวนชิ้นขยะทั้งหมด อันดับที่สองได้แก่ พลาสติกแข็ง จำนวนร้อยละ 15 และวัสดุผ้าและไฟเบอร์ จำนวนร้อยละ 10

ต้นทางของขยะเหล่านี้ ล้วนมาจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งสิ้น โดยมีที่มาหลักจาก 2 แหล่งด้วยกัน คือ

  1. ในบริเวณชายฝั่งทะเลและเกาะต่าง ๆ มักเป็นของเหลือใช้จากชุมชนใกล้ทะเล นิคมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวสันทนาการ และการประมง
  2. มาจากการจัดการขยะบนบกที่ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ ทำให้สุดท้ายแล้วเศษขยะที่เหลือเหล่านี้ไหลลงสู่ทะเล และกลายเป็นขยะทะเลในที่สุด

ปัญหาขยะในทะเลเป็นปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะหากไม่ได้รับการแก้ไขจะเกิดผลกระทบตามมามากมาย เช่น ระบบนิเวศทางธรรมชาติใต้ท้องทะเลจะถูกทำลาย สัตว์ทะเลบางชนิดอาจจะสูญพันธุ์ หรือเกิดการปนเปื้อนไมโครหรือนาโนพลาสติกในสัตว์ทะเล จนอาจเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคอาหารทะเลได้ในที่สุด

รัฐบาลไทยจึงได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับปัญหานี้ และได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอยและขยะทะเลเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีการกำหนดแผนบริหารจัดการขยะอย่างเป็นรูปธรรมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ภายใต้แผนแม่บทการจัดการขยะแห่งชาติฉบับที่ 2559–2564 และ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 ซึ่งประกอบด้วย 2 เป้าหมาย ได้แก่

  1. การลด และเลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย แล้วหันมาใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอม โดยพลาสติกเป้าหมายที่ต้องลดและเลิกมีจำนวน 7 ชนิด ดังนี้
    • กลุ่มที่ต้องเลิกใช้ภายในปี 2562 จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ 1) พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (plastic bottle cap seal) 2) ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่ (oxo) 3) ไมโครบีดจากพลาสติก (Microbead)
    • กลุ่มที่ต้องเลิกใช้ภายใน ปี 2565 จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ 1) ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน 2) กล่องโฟมบรรจุอาหาร 3) แก้วน้ำพลาสติก (แบบบาง) และ 4) หลอดพลาสติก (หลอดเครื่องดื่มทั่วไป)
  2. การนำขยะพลาสติกเป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแลดล้อม ทั้งทางบก ทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ เศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Model (BCG) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจหมุนเวียนในการนำพลาสติกมาใช้ใหม่ และเศรษฐกิจชีวภาพในการคิดค้นหาวัสดุแทนพลาสติกด้วย

ตัวอย่างโครงการที่รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาขยะในท้องทะเลไทยที่เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม มี 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ “ทะเลปลอดอวน” และโครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” ทั้งสองโครงการนี้รับผิดชอบโดยกรมประมง และเป็นการบูรณาการร่วมมือระหว่างกรมประมงกับผู้ประกอบการและชาวประมงในการกำจัดขยะในทะเล ภายใต้แนวคิดการไม่สร้างขยะในท้องทะเล และเก็บขยะในท้องทะเลมาแปลงเป็นทุน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และนำไปพัฒนาชุมชนด้วยการบริหารจัดการของชุมชนประมงเอง

โครงการทะเลปลอดอวน หรือ “Net Free Seas” เป็นโครงการที่กรมประมงได้จับมือกับมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Justice Foundation (EJF) แก้ปัญหาขยะที่เกิดจากเศษอวนประมง โดยนำร่องในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งทะเล 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และพังงา มีชาวประมงเข้าร่วมกว่า 700 คนจากทั้งหมด 47 ชุมชนประมงท้องถิ่น โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 โครงการนี้เป็นการนำเศษอวนจากเรือประมงพื้นบ้าน และที่พบว่าลอยอยู่ในทะเล มาทำความสะอาด ก่อนส่งขายในราคากิโลกรัมละ 10 บาทให้แก่โรงงานรีไซเคิลที่เข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติก รวมทั้งยังสามารถนำมาแปรสภาพเป็นของใช้ต่าง ๆ ได้มากกว่า 12 รายการ เช่น ที่เปิดขวด ที่รองแก้ว ที่กดลิฟท์ ส่วนประกอบของกระดานโต้คลื่น พรมปูพื้น ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ถูกส่งไปขายทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วกว่า 100,000 ชิ้น และสร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวประมงไทยด้วย

นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2562 จนถึงปัจจุบัน พบว่า สามารถลดขยะที่เกิดจากเศษอวนไปได้มากถึง 14,000 กิโลกรัม และเป็นการช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสัตว์ทะเลได้อีกด้วย เพราะเมื่อเศษอวนล่องลอยอยู่ในท้องทะเล นอกจากจะทำลายแนวปะการังแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเล เช่น วาฬ ปลาโลมา และเต่าทะเล ซึ่งอาจถูกเศษอวนรัดจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

โครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” เป็นโครงการที่กรมประมงร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และชาวประมงถึง 4,328 คน ร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อมในทะเลและชายฝั่งให้สะอาด ด้วยการเก็บขยะในทะเลคืนฝั่ง โดยมีศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก หรือ PIPO จำนวน 30 แห่งทั่วประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบและบันทึกปริมาณขยะที่ชาวประมงเก็บคืนสู่ฝั่ง นอกจากนี้ ท่าเทียบเรือทุกแห่งที่จดทะเบียนกับกรมประมงได้จัดจุดรวบรวมและคัดแยกขยะจากทะเลด้วย โครงการนี้ยังดำเนินงานด้านประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงที่ออกเรือลดการใช้ภาชนะหรือบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยาก ไม่เทเศษสิ่งของเหลือใช้ หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ และของใช้ในเรือประมงลงสู่ทะเล ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2562 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 สามารถเก็บขยะคืนฝั่งได้ 182,876 กิโลกรัม แบ่งเป็นขยะที่เก็บในเรือประมงจำนวน 139,682 กิโลกรัม และขยะจากทะเล 43,194 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเศษอวน รองลงมาเป็นขวด พลาสติก ขวดแก้ว และขยะอื่น ๆ

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 โครงการนี้ได้มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาขยะทะเลที่มีประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลในระยะยาวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของขยะ เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชาวประมงในชุมชนต่าง ๆ อีกด้วย

แม้ในอดีตประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด โดยผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์เจีย (University of Georgia) สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2558 พบว่า ไทยเป็นประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลกและอันดับที่ 4 ของอาเซียน แต่ด้วยนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะที่กล่าวมาในข้างต้น ประกอบกับความร่วมมือร่วมใจของประชาชนทุกคนในการลดการใช้ถุงพลาสติกและการแยกขยะ ทำให้ไทยมีพัฒนาการในทางบวกด้านการลดขยะพลาสติก โดยลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกได้กว่า 25,284 ล้านใบ หรือ 228,820 ตัน และเมื่อปลายปี 2562 ประเทศไทยสามารถปรับลดอันดับประเทศที่มีขยะพลาสติกในทะเลสูงสุดในโลกจากอันดับ 6 ลงไปเหลือเป็นอันดับที่ 10 ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาออกมาตรการลดและเลิกการใช้พลาสติกเพิ่มเติม เช่น

  1. การนำระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกมาใช้ เมื่อนำขวดพลาสติกไปส่งคืน ก็จะได้รับเงินมัดจำกลับมา
  2. การส่งเสริม สนับสนุนการออกแบบผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. การส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
  4. การออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบในการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ที่ตนผลิต
  5. การออกกฎหมายกำหนดให้ประชาชนมีหน้าที่ในการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง
  6. การกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาระบบการเก็บ ขน และกำจัดขยะ ให้มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั่วทุกเขตพื้นที่รับผิดชอบของตน โดยเฉพาะทางน้ำ
  7. การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากขยะ โดยต้องเป็นระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อชุมชนรอบข้าง
  8. การจัดหาเรือเก็บขยะให้มีจำนวนเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานในจังหวัดชายฝั่งทะเล และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีในการจัดเก็บขยะในน้ำ ทั้งในแม่น้ำ ลำคลอง และทะเล และ
  9. การบูรณาการจัดการขยะพลาสติกระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคเอกชน และประชาชน รวมทั้งการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างจิตสำนึกในการลดใช้พลาสติกและการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี

ทั้งหมดนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมของประเทศ อันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาคและระดับโลกให้ประสบความสำเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศสีเขียวที่มีการสร้างขยะอันเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระดับต่ำที่สุดให้ได้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีโดยถ้วนหน้า และสภาพแวดล้อม ตลอดจนระบบนิเวศของไทยที่ดีกว่าเดิม

#ชีวิตวิถีใหม่ประเทศไทยต้องดีกว่าเดิม

ติดตามอ่านบทความอื่น ๆ ด้านการแก้ไขปัญหาขยะทะเล ได้ดังนี้
ฟื้นฟูทะเลไทยด้วยแผนแม่บท
ลดขยะ
ท้องทะเลไทยเริ่มฟื้นตัวแล้วจริงหรือ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *